เจาะลึก Backlink คือ อะไรกันแน่ในยุค AI Search : Dofollow vs Nofollow ต่างกันตรงไหน แล้วแบบไหนคุ้มค่าที่สุด

ให้ AI ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • Backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้กลับมาหาเรา ยังเป็นสัญญาณความน่าเชื่อถือหลักที่ทั้ง Google และ AI Search ใช้ประเมินเว็บไซต์
  • Dofollow ส่งต่อ SEO Power โดยตรง ส่วน Nofollow, Sponsored และ UGC ถูกปฏิบัติเป็นเพียง “คำใบ้” ที่ Google อาจเลือกนำไปพิจารณาหรือไม่ก็ได้
  • Backlink คุณภาพดีต้องดูจากความน่าเชื่อถือของโดเมน (DR/UR) ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา และตำแหน่งที่วางลิงก์ ไม่ใช่แค่ปริมาณ
  • แพ็กเกจ Backlink Tier 1 (180 ลิงก์ DR/UR 70+) เหมาะกับการดันความน่าเชื่อถือเร็ว ส่วน Tier 2 (3,000 ลิงก์ DR/UR 30+) เหมาะกับการสร้างฐาน Backlink จำนวนมาก
  • Backlink ที่ดีช่วยเพิ่มโอกาสถูก AI Search อ้างอิง แต่ต้องควบคู่กับคุณภาพเนื้อหาและ E-E-A-T โดยรวม
  • อยากรู้ลึกกว่านี้เรื่องการทำเว็บให้พร้อมสำหรับ AI Search ดาวน์โหลด E-book ฟรีได้ที่ https://brandstromx.co.th/ai-search-ebook/

 

ปรึกษา AI SEO Specialist ฟรีที่นี่

เพื่อนคนหนึ่งถามมาเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า อยากทำเว็บให้ติดอันดับ Google แต่ตอนนี้คนหันไปถาม ChatGPT กันหมดแล้ว Backlink ยังจำเป็นอยู่ไหม เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าพอถึงยุค AI Search แล้ว SEO แบบเดิมจะกลายเป็นของล้าสมัยไปเลย

ความจริงคือ Backlink ยังเป็นหนึ่งในสัญญาณความน่าเชื่อถือหลักที่ทั้ง Google และ AI Search Engine ยังใช้อยู่ วันนี้ BrandStromX จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ Backlink ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคที่ทีมงานใช้จริง รวมถึงแพ็กเกจ Backlink ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละแบบด้วย

Table of Contents

Backlink คือ อะไร ทำไมถึงยังเป็นหัวใจของ SEO ในยุค AI Search

พูดแบบง่ายที่สุด Backlink คือ ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมาหาเว็บไซต์ของเรา เหมือนเป็นคำโหวตจากเว็บอื่นว่าเนื้อหาของเรามีประโยชน์พอที่จะแนะนำต่อ

ตั้งแต่ยุคแรกของ Google อัลกอริทึม PageRank ก็ใช้แนวคิดนี้เป็นแกนหลัก ยิ่งได้รับการโหวตจากเว็บที่น่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ เว็บไซต์ของเราก็ยิ่งดูน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น

ทีนี้พอมาถึงยุคที่คนเริ่มถามคำถามผ่าน ChatGPT, Perplexity หรือ Gemini แทนการเสิร์ชแบบเดิม หลายคนสงสัยว่า Backlink ยังมีความหมายอยู่ไหม คำตอบคือยังมีความหมายอยู่มาก เพราะระบบ AI Search ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ในการเลือกแหล่งอ้างอิงอยู่ดี ซึ่ง Backlink ก็ยังเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนความน่าเชื่อถือนั้น

BrandStromX มองว่า Backlink ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ต้องไล่ตาม แต่เป็นผลลัพธ์ของการมีคอนเทนต์ที่มีคุณค่าจริง เว็บอื่นถึงจะอยากลิงก์มาหาเราเอง

เปรียบเทียบ Dofollow กับ Nofollow Backlink

Dofollow กับ Nofollow ต่างกันยังไง แล้วแบบไหนช่วย SEO ได้จริง

ก่อนจะไปต่อ ต้องเข้าใจก่อนว่า Backlink ไม่ได้มีแบบเดียว แต่ละแบบก็ส่งผลต่อ SEO ไม่เท่ากัน

Dofollow Backlink คืออะไร ทำงานยังไง

Dofollow คือ ลิงก์แบบมาตรฐานที่ไม่มีการกำกับ attribute พิเศษใดๆ เมื่อ Google เก็บลิงก์ประเภทนี้ไป จะส่งต่อสิ่งที่เรียกว่า Link Equity หรือความน่าเชื่อถือบางส่วนไปยังหน้าเว็บปลายทาง พูดง่ายๆ คือ Dofollow เป็นลิงก์ที่ช่วยดันอันดับ SEO ได้จริง

Nofollow, Sponsored, UGC ต่างกันตรงไหน

ย้อนไปปี 2019 Google ประกาศเพิ่ม attribute ใหม่อีก 2 ตัวคือ rel=”sponsored” สำหรับลิงก์ที่มาจากการโฆษณาหรือการจ่ายเงิน และ rel=”ugc” สำหรับลิงก์ที่มาจากเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างเอง เช่น คอมเมนต์หรือกระทู้ ส่วน rel=”nofollow” แบบเดิมก็ยังใช้ได้สำหรับลิงก์ที่ไม่ต้องการให้ Google เชื่อมโยงความน่าเชื่อถือ

ที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ Google บอกว่าจะปฏิบัติต่อ attribute เหล่านี้เป็นเพียง “คำใบ้” หรือ hint ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดเหมือนเมื่อก่อน นั่นแปลว่าในบางสถานการณ์ Google อาจเลือกนำลิงก์ Nofollow ไปพิจารณาประกอบการจัดอันดับด้วยก็ได้ แม้จะไม่ได้ส่งต่อ Link Equity แบบเต็มรูปแบบเหมือน Dofollow ก็ตาม

เกณฑ์ดู Backlink คุณภาพดี DR UR ความเกี่ยวข้อง ตำแหน่งลิงก์

Backlink คุณภาพดีต้องดูจากอะไร เกณฑ์ที่ใช้ตัดสิน

หลายคนเข้าใจว่ายิ่งมี Backlink เยอะยิ่งดี แต่ความจริงคือคุณภาพสำคัญกว่าปริมาณมาก เกณฑ์หลักที่ใช้ประเมินมีอยู่ไม่กี่ข้อ

ข้อแรกคือความน่าเชื่อถือของโดเมนที่ให้ลิงก์มา ซึ่งวัดได้จากค่าอย่าง Domain Rating (DR) หรือ URL Rating (UR) ยิ่งค่าสูงยิ่งมีน้ำหนักมาก

ข้อสองคือความเกี่ยวข้องของเนื้อหา เว็บที่พูดเรื่องเดียวกับเราจะให้คุณค่ามากกว่าเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แม้ค่า DR จะสูงกว่าก็ตาม

ข้อสามคือตำแหน่งที่วางลิงก์ ลิงก์ที่อยู่ในเนื้อหาหลักมีค่ามากกว่าลิงก์ที่อยู่ใน Footer หรือ Sidebar

ถ้าใครไม่มั่นใจว่าจะประเมินเกณฑ์เหล่านี้เองได้ยังไง การใช้บริการ รับทำ SEO จากทีมที่มีเครื่องมือวิเคราะห์แบบมืออาชีพจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก เพราะทีมงานจะคัดกรองเฉพาะ Backlink ที่ส่งผลบวกจริงๆ ให้เว็บไซต์

Backlink ต่างจาก Internal Link อย่างไร ทำไมต้องมีทั้งคู่

อีกจุดที่คนสับสนบ่อยคือ Backlink กับ Internal Link Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้เข้ามาหาเรา ส่วน Internal Link คือลิงก์ที่เชื่อมโยงหน้าต่างๆ ภายในเว็บไซต์เดียวกัน

ทั้งสองแบบทำหน้าที่ต่างกัน Backlink ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือจากภายนอก ส่วน Internal Link ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ และกระจายความน่าเชื่อถือที่ได้จาก Backlink ไปยังหน้าอื่นๆ ภายในเว็บ

การจะมี Internal Link ที่ดีได้ ต้องเริ่มจากการวางแผนคอนเทนต์ที่ดีตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีม Content Marketing ของ BrandStromX ให้ความสำคัญมาก เพราะคอนเทนต์ที่มีโครงสร้างดีจะช่วยให้ทั้ง Backlink และ Internal Link ทำงานเสริมกันได้เต็มประสิทธิภาพ

วิธีสร้าง Backlink คุณภาพ 4 เทคนิค เชื่อม AEO GEO

วิธีสร้าง Backlink คุณภาพ ทำอย่างไรให้ปัง ไม่โดน Google Penalty

มาถึงจุดนี้หลายคนคงอยากรู้แล้วว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ Backlink ที่ปลอดภัยและเห็นผลจริง

เทคนิคสร้าง Backlink แบบ White Hat

เทคนิคการสร้าง Backlink แบ่งกว้างๆ ได้ 4 แบบ คือการไปเพิ่มลิงก์เอง เช่น การลงทะเบียนในไดเรกทอรีธุรกิจ การขอลิงก์จากเว็บที่เกี่ยวข้อง การซื้อลิงก์ และการสร้างคอนเทนต์ที่ดีจนคนอยากลิงก์มาเอง หรือที่เรียกว่า Earning Links

ในบรรดาวิธีทั้งหมด Earning Links ถือว่าปลอดภัยและยั่งยืนที่สุด เพราะไม่ผิดกติกาของ Google ส่วนการซื้อลิงก์แม้จะเร็วแต่มีความเสี่ยงสูง Google ถือว่าเป็นการปั่นอันดับและอาจลงโทษเว็บไซต์ได้ถ้าตรวจพบรูปแบบที่ผิดปกติ ถ้าไม่อยากเสี่ยงเอง การให้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน รับทำ AI SEO เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ Backlink ทั้งระบบจะช่วยลดความเสี่ยงและวัดผลได้ชัดเจนกว่าการลองผิดลองถูกเอง

Backlink เชื่อมกับ AEO/GEO ได้ยังไงบ้าง

นอกจากช่วยเรื่อง SEO แบบดั้งเดิม Backlink คุณภาพดียังส่งผลไปถึงการทำ AEO และ GEO ด้วย เพราะ AI Search Engine ใช้หลักการที่เรียกว่า RAG หรือ Retrieval-Augmented Generation ในการดึงข้อมูลจากเว็บที่น่าเชื่อถือมาสร้างคำตอบ

เว็บไซต์ที่มี Backlink คุณภาพดีจำนวนมากมักถูกมองว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่ AI Search จะดึงเนื้อหาไปอ้างอิงหรือ Cite มากขึ้น หากทางแบรนด์กำลังวางแผนกลยุทธ์ Backlink ควบคู่ไปกับการทำ รับทำ AEO ก็จะช่วยให้เนื้อหาของเว็บไซต์มีโอกาสถูกดึงไปตอบคำถามบน AI Search มากขึ้นไปอีก

Backlink ช่วยให้ติด AI Citation ใน ChatGPT, Perplexity, Gemini ได้จริงไหม

คำถามนี้ตอบยากตรงที่ไม่มีสูตรตายตัว เพราะแต่ละ AI Search Engine มีวิธีเลือกแหล่งอ้างอิงไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทุกระบบให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญ

Backlink จึงยังมีบทบาทอยู่ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวอีกต่อไป คุณภาพเนื้อหา ความชัดเจนของคำตอบ โครงสร้างข้อมูลแบบ Schema Markup และความสม่ำเสมอของการอัปเดตเนื้อหา ล้วนมีผลต่อโอกาสถูกอ้างอิงเช่นกัน

สำหรับใครที่อยากปรับเว็บไซต์ให้พร้อมสำหรับทั้ง Google และ AI Search ไปพร้อมกัน การใช้บริการ รับทำ ai search แบบครบวงจรจะช่วยให้มองเห็นภาพรวมทั้งฝั่ง SEO แบบดั้งเดิมและฝั่ง AI Search ไปพร้อมกัน แทนที่จะแยกทำทีละส่วน

แพ็กเกจ Backlink จาก BrandStromX : Tier 1 vs Tier 2 ให้เหมาะกับธุรกิจ

เพราะแต่ละธุรกิจมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน BrandStromX จึงแบ่งแพ็กเกจ Backlink ออกเป็น 2 ระดับหลัก เพื่อให้ทางแบรนด์เลือกใช้ให้ตรงกับสถานการณ์มากที่สุด

Tier 1 คือแพ็กเกจที่การันตี 180 ลิงก์ จากเว็บไซต์ที่มีค่า DR/UR ตั้งแต่ 70 ขึ้นไป ซึ่งโดยทั่วไปเว็บไซต์ในระดับนี้มักเป็นสื่อข่าวระดับประเทศ เว็บสถาบันการศึกษาหรือองค์กรที่มีอายุโดเมนยาวนาน และแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการดันความน่าเชื่อถือระดับสูงในเวลาที่จำกัด

Tier 2 คือแพ็กเกจที่ให้ 3,000 ลิงก์ จากเว็บไซต์ที่มีค่า DR/UR ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ซึ่งมักเป็นเว็บบล็อกเฉพาะทาง เว็บไซต์ธุรกิจ SME ที่มีการอัปเดตเนื้อหาสม่ำเสมอ หรือเว็บชุมชนออนไลน์ที่มีกลุ่มผู้ติดตามเฉพาะด้าน เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างฐาน Backlink จำนวนมาก เพื่อกระจายความหลากหลายของโดเมนที่ลิงก์เข้ามา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ Google ให้ความสำคัญไม่แพ้ค่า DR

หัวข้อเปรียบเทียบ Tier 1 Tier 2
จำนวนลิงก์ 180 ลิงก์ (การันตี) 3,000 ลิงก์
ระดับ DR/UR 70 ขึ้นไป 30 ขึ้นไป
ลักษณะเว็บไซต์โดยทั่วไป สื่อข่าวระดับประเทศ สถาบันการศึกษา/องค์กรอายุโดเมนยาวนาน แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เว็บบล็อกเฉพาะทาง เว็บธุรกิจ SME เว็บชุมชนออนไลน์เฉพาะกลุ่ม
เหมาะกับ ดันความน่าเชื่อถือระดับสูงในเวลาจำกัด สร้างฐาน Backlink จำนวนมาก กระจายความหลากหลายของโดเมน

ในความเป็นจริง ทั้งสอง Tier มักถูกใช้ร่วมกันเพื่อสร้างโปรไฟล์ Backlink ที่ดูเป็นธรรมชาติ เพราะเว็บไซต์จริงในโลกนี้ไม่มีทางมีแต่ Backlink จากเว็บ DR สูงล้วนๆ การผสมผสานทั้งสองระดับจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกมองว่าผิดปกติ

หลายแบรนด์เลือกใช้บริการเอเจนซี่ทั่วไปหรือ Advertising Agency มาช่วยดูแลเรื่องนี้ แต่ Backlink เป็นงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจ SEO เชิงลึกจริงๆ การเลือกทีมที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้โดยตรงจะช่วยให้ผลลัพธ์ชัดเจนและวัดผลได้มากกว่า

วัดผล Backlink ยังไงให้รู้ว่าคุ้มค่า

การสร้าง Backlink ไม่ควรทำแบบทำไปเรื่อยๆ โดยไม่วัดผล ตัวชี้วัดหลักที่ควรติดตามมีอยู่ไม่กี่ตัว

ตัวแรกคือจำนวน Referring Domains หรือจำนวนโดเมนที่ไม่ซ้ำกันที่ลิงก์มาหาเรา ยิ่งหลากหลายยิ่งดี ตัวที่สองคือ Organic Traffic ของหน้าเว็บที่ได้รับ Backlink ควรเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตัวที่สามคืออันดับคีย์เวิร์ดเป้าหมายใน Google Search Console ที่ควรขยับดีขึ้นเรื่อยๆ

การติดตามผลควรทำเป็นรายเดือน เพราะ Backlink มักใช้เวลาสะสมผลลัพธ์ ไม่ใช่เห็นผลทันทีภายในไม่กี่วัน

สรุป Backlink คือ กลยุทธ์ระยะยาวที่ต้องทำคู่กับ Performance Marketing

สรุปแล้ว Backlink คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของ SEO ที่ยังไม่หายไปไหน แม้โลกจะเปลี่ยนไปสู่ยุค AI Search มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิดที่ต้องมองให้ครบทั้งฝั่ง Google แบบดั้งเดิมและฝั่ง AI Search ไปพร้อมกัน

Backlink ที่ดีต้องมาคู่กับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และต้องทำงานร่วมกับกลยุทธ์การตลาดภาพรวมของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ไล่ตัวเลขให้เยอะเข้าไว้ หากทางแบรนด์กำลังมองหาทีมที่ช่วยวางกลยุทธ์ทั้ง Backlink และการตลาดแบบเห็นผลจริง การทำงานร่วมกับ Performance Marketing Agency Bangkok ที่เข้าใจทั้งฝั่ง Brand และฝั่ง Performance จะช่วยให้ผลลัพธ์ยั่งยืนกว่าการทำแบบแยกส่วน

และนี่คือเหตุผลที่ BrandStromX นิยามตัวเองว่าเป็น Brandformance Agency เพราะเชื่อว่า Backlink หรือกลยุทธ์ SEO ใดก็ตาม จะได้ผลดีที่สุดเมื่อทำควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงตั้งแต่ต้น

 

ปรึกษา AI SEO Specialist ฟรีที่นี่

References

  1. Google Search Central Blog: Evolving “nofollow” – new ways to identify the nature of links – https://developers.google.com/search/blog/2019/09/evolving-nofollow-new-ways-to-identify
  2. Google Search Central: Qualify your outbound links to Google (rel attributes) – https://developers.google.com/search/docs/crawling-indexing/qualify-outbound-links
  3. Ahrefs SEO Glossary: What is a Sponsored Link Attribute? – https://ahrefs.com/seo/glossary/sponsored-link-attribute
  4. Ahrefs SEO Guide: Link Building for SEO – The Beginner’s Guide – https://ahrefs.com/seo/link-building

เกี่ยวกับผุ้เขียน

คุณพชร ชินนวงศ์ (กัน) — CEO, BrandStromX Agency

ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO, AEO, GEO และ Brand Strategy ประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการ Digital Marketing ไทย เชี่ยวชาญการวางกลยุทธ์แบรนด์สำหรับ SME และ Corporate ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน

ปรึกษา AI SEO Specialist ที่นี่

 

Download E-Book ฟรี!

 

‘AI Search เมื่อGoogleไม่ตอบ’ by Pachara Chinnawong, CEO – BrandStromX

FAQ : คำถามที่พบบ่อย

Backlink คืออะไร ทำไมสำคัญกับ SEO

Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังเว็บไซต์ของเรา ทำหน้าที่เหมือนคำโหวตความน่าเชื่อถือ ยิ่งได้ Backlink จากเว็บที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับเนื้อหามากเท่าไหร่ Google ก็ยิ่งมองว่าเว็บไซต์นั้นน่าเชื่อถือมากขึ้น ส่งผลต่ออันดับการค้นหาโดยตรง Backlink จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของ Off-Page SEO ที่ทุกเว็บไซต์ต้องให้ความสำคัญ

Dofollow เป็นลิงก์ปกติที่ส่งต่อ SEO Power หรือ Link Equity ไปยังเว็บไซต์ปลายทาง ส่วน Nofollow คือลิงก์ที่ใส่ attribute rel=”nofollow” เพื่อบอก Google ว่าไม่ต้องการส่งต่อความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่ปี 2019 Google ประกาศว่า Nofollow รวมถึง Sponsored และ UGC เป็นเพียง “hint” ที่ Google อาจเลือกนำไปพิจารณาในบางกรณีเท่านั้น ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดเหมือนในอดีต

Backlink คุณภาพดีต้องมาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง วัดได้จากค่า Domain Rating (DR) หรือ URL Rating (UR) ยิ่งค่าสูงยิ่งมีน้ำหนัก นอกจากนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหัวข้อของเว็บไซต์เรา ถูกวางไว้ในเนื้อหาหลักไม่ใช่ Footer หรือ Sidebar และมี Anchor Text ที่เป็นธรรมชาติ หน้าเว็บที่ให้ลิงก์ควรมี Traffic และความน่าเชื่อถือของตัวเองด้วย