ให้ AI ช่วยสรุปบทความนี้
Key Takeaways
ลองนับดูเล่น ๆ ว่าวันนี้เลื่อนฟีดไป คุณเจอคลิปแมวกี่คลิป กว่าจะเจอคลิปหมาสักหนึ่งคลิป แล้วลองนึกต่อว่าคนรอบตัวคุณเลี้ยงหมาหรือเลี้ยงแมวมากกว่ากัน
สองอย่างนี้ไม่ตรงกัน และช่องว่างตรงนั้นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ อินฟลูหมา เป็นช่องทางที่น่าสนใจกว่าที่หลายแบรนด์คิด เพราะมีคนดูรออยู่เยอะ แต่มีคนแย่งพื้นที่น้อยกว่า
ที่ผ่านมาทีม BrandStromX รับโจทย์แคมเปญสายสัตว์เลี้ยงมาเรื่อย ๆ ในฐานะ Digital Marketing Agency และคำถามที่เจอซ้ำที่สุดจากฝั่งแบรนด์ไม่ใช่ว่าควรใช้ไหม แต่เป็นคำถามที่หาคำตอบยากกว่านั้น คือเรทเท่าไหร่ถึงเรียกว่าสมเหตุสมผล เลือกยังไงไม่ให้เสียเงินฟรี และจบแล้ววัดผลด้วยอะไร
บทความนี้เลยตั้งใจตอบสามข้อนั้นให้ครบ พร้อมอีกหัวข้อที่แทบไม่มีใครพูดถึงแต่เป็นเรื่องที่ทำแบรนด์เจ็บตัวมาแล้ว
ตัวเลขที่สวนกับสิ่งที่เห็นในฟีด
งานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สำรวจตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่างเลี้ยงสุนัขมากที่สุดที่ 40.4% ส่วนแมวอยู่ที่ 37.1% แปลว่าฐานคนเลี้ยงหมาใหญ่กว่า
แต่ถ้าดูพื้นที่คอนเทนต์การตลาดในไทย ฝั่งแมวได้พูดถึงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งบทความเจาะเทรนด์และแคมเปญที่หยิบแมวเป็นตัวเดินเรื่อง ขณะที่ฝั่งหมายังไม่มีชิ้นงานที่เทียบเท่ากันนัก
ในเชิงการตลาด ช่องว่างแบบนี้มีค่ามาก เพราะแปลว่ามีผู้ชมรออยู่จำนวนมาก แต่มีแบรนด์แย่งพื้นที่น้อยกว่า ต้นทุนการเข้าไปยืนจึงถูกกว่าตลาดที่คนแน่นแล้ว
ทำไมฝั่งแมวถึงได้พื้นที่มากกว่า
เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ความนิยม แต่อยู่ที่ต้นทุนการผลิต คอนเทนต์แมวถ่ายในบ้านได้ ใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องพาออกไปไหน เจ้าของจึงผลิตได้ถี่กว่าและสม่ำเสมอกว่า
ส่วนคอนเทนต์หมามักต้องพาออกนอกบ้าน ต้องมีคนช่วยจับ ต้องดูสภาพอากาศ และใช้เวลาต่อชิ้นมากกว่า ปริมาณคอนเทนต์เลยน้อยกว่าทั้งที่ฐานคนเลี้ยงใหญ่กว่า
ข้อจำกัดนั้นกลับเป็นข้อได้เปรียบของแบรนด์ เพราะการที่หมาถ่ายนอกสถานที่ได้ แปลว่าสามารถพาไปอยู่ในฉากที่แบรนด์อยากให้อยู่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คอนเทนต์ในบ้านทำไม่ได้
แทนที่จะไล่รายชื่อเพจให้ท่องจำ ซึ่งเดี๋ยวก็ล้าสมัยเมื่อเพจไหนหยุดทำ ขอแบ่งเป็นประเภทให้เอาไปจับคู่กับโจทย์ตัวเองแทน
แบ่งตามขนาดฐานผู้ติดตาม
กลุ่ม Nano และ Micro คือเพจที่ฐานยังไม่ใหญ่แต่คนตามรู้จักกันเกือบหมด เหมาะกับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือเฉพาะกลุ่มและมีงบจำกัด จุดเด่นคืออัตราการมีส่วนร่วมต่อผู้ติดตามหนึ่งคนมักสูงกว่าเพจใหญ่
กลุ่ม Macro เหมาะกับงานสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ส่วนกลุ่ม Mega เหมาะกับงานเปิดตัวที่ต้องการกระแสภายในวันเดียว แต่ต้องแลกมาด้วยงบที่สูงขึ้นมากและความรู้สึกใกล้ชิดที่ลดลง
แบ่งตามคาแรกเตอร์คอนเทนต์
สายฮาและพากย์เสียง เหมาะกับของใช้และขนม เพราะขายด้วยความรู้สึกสนุกได้เลยโดยไม่ต้องอธิบายยาว สายไลฟ์สไตล์พาเที่ยว เหมาะกับคาเฟ่ ที่พัก ห้างสรรพสินค้า และรถยนต์ เพราะฉากคือส่วนหนึ่งของคอนเทนต์อยู่แล้ว
สายให้ความรู้เรื่องสุขภาพและการฝึก เหมาะกับอาหารสูตรเฉพาะ อาหารเสริม หรือประกันสัตว์เลี้ยง เพราะคนตามเพจกลุ่มนี้มาหาข้อมูลจริง ส่วนสายหมาบ้านและหมาที่ถูกช่วยเหลือ มีมิติเชิงสังคม เหมาะกับงานที่แบรนด์ต้องการสื่อสารเรื่องคุณค่ามากกว่าการขายตรง
การจับคู่ประเภทอินฟลูกับโจทย์แคมเปญให้ถูกตั้งแต่ต้นคือครึ่งหนึ่งของงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่การทำงานกับ Influencer Marketing Agency ที่มีข้อมูลผู้ชมในมือ ช่วยประหยัดเวลาลองผิดลองถูกไปได้มาก
เรื่องนี้เป็นคำถามที่คนถามกันเยอะที่สุดแต่หาคำตอบยากที่สุด เพราะตลาดนี้ยังไม่มีเรทกลาง และราคาที่ได้จากสองเพจที่ยอดฟอลโลว์เท่ากันอาจต่างกันสามเท่าได้
ห้าตัวแปรที่ทำให้เรทต่างกันเป็นเท่าตัว
ข้อที่สามคือข้อที่ทำให้เกิดปัญหาหลังบ้านบ่อยที่สุด หลายแบรนด์จ่ายค่าโพสต์แล้วเข้าใจว่านำคลิปไปยิงแอดต่อได้เลย ทั้งที่ในสัญญาไม่ได้ครอบคลุมส่วนนั้น พอจะเอาไปใช้จริงก็ต้องกลับมาจ่ายเพิ่มอีกรอบ
สิ่งที่ควรระบุในใบเสนอราคาก่อนตกลง
ก่อนเซ็นควรมีหกอย่างนี้เป็นลายลักษณ์อักษร คือจำนวนรอบแก้ไข ระยะเวลาที่โพสต์ต้องคงอยู่บนหน้าเพจ สิทธิ์การนำไปใช้ต่อพร้อมระยะเวลา เงื่อนไขกรณีน้องป่วยหรือถ่ายไม่ได้ตามกำหนด ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหากต้องถ่ายซ้ำ และรูปแบบรายงานผลที่จะได้รับหลังจบงาน
อีกเรื่องที่ควรคิดเผื่อตั้งแต่ตอนตั้งงบคือ คอนเทนต์ที่ได้มามักคุ้มกว่าถ้าเอาไปยิงเป็นโฆษณาต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่บนเพจอินฟลูเฉย ๆ จุดนี้ควรวางแผนร่วมกับ Advertising Agency หรือทีมที่ดูแลการวางแผนสื่อไปพร้อมกัน จะได้ซื้อสิทธิ์การใช้งานมาให้ครบตั้งแต่รอบแรก
สามแบบนี้ทำงานคนละอย่างกัน และเลือกผิดตั้งแต่ต้นก็เสียงบไปเปล่า ๆ
| หัวข้อเทียบ | อินฟลูหมา | อินฟลูแมว | อินฟลูคน |
| ความยืดหยุ่นในการถ่าย | ถ่ายนอกสถานที่ได้ ทำตามคำสั่งได้ | ถ่ายในบ้านเป็นหลัก คุมยาก | ถ่ายได้ทุกที่ตามบรีฟ |
| ความถี่ของคอนเทนต์ | ผลิตช้ากว่า ใช้เวลาต่อชิ้นมาก | ผลิตถี่ ต้นทุนต่อชิ้นต่ำ | ขึ้นกับคิวงานของแต่ละคน |
| สินค้าที่เหมาะ | คาเฟ่ ที่พัก รถยนต์ ของใช้นอกบ้าน | ของใช้ในบ้าน อาหาร ทรายแมว | สินค้าที่ต้องอธิบายสรรพคุณ |
| ความรู้สึกของคนดู | อบอุ่น เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนโฆษณา | น่ารัก ผ่อนคลาย ดูเพลิน | ตรงประเด็น แต่รู้ว่าเป็นงานจ้าง |
| ความเสี่ยงที่ต้องระวัง | สวัสดิภาพระหว่างถ่ายนอกสถานที่ | คอนเทนต์ซ้ำจนคนเลื่อนผ่าน | พฤติกรรมส่วนตัวกระทบแบรนด์ |
ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งที่ทำให้เงินก้อนนั้นคุ้มขึ้นคือการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะเอาคอนเทนต์ไปทำอะไรต่อหลังแคมเปญจบ ซึ่งเป็นงานฝั่ง Content Marketing ที่ทำต่อเนื่อง ไม่ใช่จบเป็นชิ้น ๆ
ทำไมยอดฟอลโลว์ถึงไม่ใช่ตัวชี้วัด
คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงมีลักษณะพิเศษที่ต่างจากคอนเทนต์หมวดอื่น คือดึงคนดูที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เข้ามาเยอะมาก เพราะคนดูเพื่อคลายเครียด ดูเพราะน่ารัก ไม่ได้ดูเพราะกำลังหาข้อมูลสินค้า
ผลคือเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้านอาจมีสัดส่วนคนที่เลี้ยงสัตว์จริงและพร้อมซื้อของต่ำกว่าเพจหลักแสนที่คนตามเป็นคนเลี้ยงหมาล้วน ๆ ถ้าดูแค่ตัวเลขหน้าเพจ เราจะเลือกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มคุยเรท
หกข้อที่ควรขอดูก่อนเซ็นสัญญา
ข้อสามเป็นข้อที่ประเมินได้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องขอข้อมูลจากใคร แค่เลื่อนดูคอมเมนต์ใต้โพสต์รีวิวเก่า ๆ ก็พอเห็นแล้วว่าคนตามเพจนี้สนใจสินค้าหรือมาดูความน่ารักอย่างเดียว
“แบรนด์ส่วนใหญ่ดูยอดวิวก่อน แล้วค่อยมาดูว่าคนดูเป็นใคร ทั้งที่ควรกลับลำดับกัน เพราะยอดวิวจากคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ไม่เคยกลายเป็นยอดขาย”
คุณพชร ชินนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BrandStromX
หมวดสินค้าที่ข้ามมาใช้แล้วและได้ผล
เรื่องที่หลายคนยังไม่รู้คืออินฟลูสัตว์เลี้ยงไม่ได้รับแค่งานสินค้าสัตว์เลี้ยงแล้ว ปัจจุบันขยายไปยังแบรนด์การเงิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าไฮเทค รถยนต์ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคน
เหตุผลอยู่ที่ตัวผู้ชม กลุ่มที่ตามเพจสัตว์เลี้ยงคือกลุ่มที่เลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูงและผูกพันกับคอนเทนต์มากกว่าค่าเฉลี่ย
งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบด้วยว่าภาพโฆษณาที่มีสัตว์อยู่คู่กับสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุดที่ 43.82% ขณะที่ภาพที่มีสินค้าอย่างเดียวอยู่ที่ 37.08% เหตุผลคือสัตว์ช่วยดึงสายตา ทำให้ภาพไม่ดูเป็นการขายจนเกินไป และยังช่วยให้เห็นขนาดของสินค้าได้ชัดขึ้นด้วย
สิ่งที่มักหายไปคือแผนหลังจบแคมเปญ กระแสที่ได้มามักหายไปภายในสัปดาห์เดียวถ้าไม่มีอะไรมารองรับ การให้ บริษัทรับทำ SEO เข้ามาช่วยวางหน้าเว็บให้รับคนที่ค้นหาชื่อแบรนด์ต่อ จะทำให้เงินก้อนเดิมทำงานได้นานกว่ามาก
สามกรณีที่ยังไม่ควรใช้
กรณีแรกคือสินค้าที่ต้องอธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคยาว ๆ คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงรองรับได้ไม่ดี เพราะคนดูมาเพื่อความเพลิดเพลิน พอเจอข้อมูลหนักก็เลื่อนผ่าน
กรณีที่สองคือแบรนด์ที่ยังไม่มีช่องทางปิดการขายพร้อม ทราฟฟิกที่วิ่งเข้ามาในวันโพสต์จะหลุดมือทั้งหมด และคนที่สนใจจะไม่กลับมาอีกรอบ
กรณีที่สามคือสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสัตว์ เช่น อาหารเสริมที่ยังไม่ผ่านการรับรอง กรณีนี้ความเสียหายด้านภาพลักษณ์ถ้ามีอะไรผิดพลาดจะรุนแรงกว่าผลที่ได้หลายเท่า
หัวข้อนี้แทบไม่มีใครเขียนถึง ทั้งที่เป็นจุดที่ทำให้แบรนด์เจ็บตัวมาแล้วหลายราย
กฎหมายโฆษณา ใครต้องรับผิดชอบบ้าง
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้ออกประกาศเตือนอินฟลูเอนเซอร์และผู้ค้าออนไลน์เรื่องการโฆษณาเกินจริง หรือการทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และมีโทษทั้งจำและปรับ
จุดที่เกี่ยวข้องกับงานสายนี้โดยตรงคือ อินฟลูเอนเซอร์ในฐานะผู้เผยแพร่โฆษณาอาจมีความรับผิดร่วมกับแบรนด์ ไม่ใช่แบรนด์รับผิดฝ่ายเดียว และงานอินฟลูหมาส่วนใหญ่ก็คือการรีวิวอาหารและอาหารเสริมสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหมวดที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะเรื่องการกล่าวอ้างสรรพคุณ
ทางปฏิบัติที่ปลอดภัยคือแบรนด์เตรียมชุดข้อความที่พูดได้และพูดไม่ได้ส่งให้อินฟลูตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน แล้วระบุในสัญญาว่าห้ามกล่าวสรรพคุณเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต วิธีนี้ช่วยทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เป็นการมัดมืออินฟลูอย่างเดียว
หลักคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับงานฝั่งเว็บไซต์ด้วย การเร่งผลลัพธ์ด้วยวิธีลัดมักย้อนกลับมาทำร้ายแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลที่งาน รับทำ SEO สายขาว ถึงเน้นการสร้างฐานที่อยู่ได้นาน แทนการดันอันดับให้ขึ้นเร็วแล้วร่วงหนักกว่าเดิม
สวัสดิภาพสัตว์กับความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์
คอนเทนต์ที่ให้สัตว์ทำท่าฝืนธรรมชาติ ใส่ชุดนานเกินไป หรือถ่ายกลางแดดจัด เป็นเรื่องที่คนดูจับได้เร็วมาก และเวลาถูกวิจารณ์ สิ่งที่คนโยงถึงคือแบรนด์ผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่แค่ตัวอินฟลู
เช็กลิสต์สั้น ๆ ที่ควรตกลงกันก่อนกดถ่ายชิ้นแรกมีสี่ข้อ คือกำหนดเวลาถ่ายสูงสุดต่อรอบ ระบุสิทธิ์ของอินฟลูในการหยุดถ่ายทันทีหากน้องเครียด ห้ามใช้อาหารล่อเกินปริมาณที่เหมาะสม และเตรียมพื้นที่พักที่มีน้ำและร่มเงาไว้ในกองถ่าย
สี่ข้อนี้ใส่ไว้ในสัญญาได้เลย และการมีมันอยู่ในสัญญายังเป็นเรื่องที่เล่าต่อได้ในเชิงบวกด้วย เพราะกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าที่แบรนด์คิด
ตัวชี้วัดสามชั้นที่ต่อกัน
ชั้นแรกคือการมองเห็น ดู Reach และยอดวิว ชั้นนี้บอกได้แค่ว่ามีคนเห็นกี่คน ยังไม่บอกอะไรมากกว่านั้น
ชั้นที่สองคือความสนใจ ดูอัตราการมีส่วนร่วม สัดส่วนคอมเมนต์ที่ถามถึงสินค้าเทียบกับคอมเมนต์ทั่วไป จำนวนการบันทึกโพสต์ และปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์ในช่วงแคมเปญ ชั้นนี้แหละที่บอกว่าคอนเทนต์ทำงานหรือแค่ผ่านตา
ชั้นที่สามคือผลทางธุรกิจ ดู Conversion Rate ต้นทุนต่อ Lead และ ROAS โดยต้องแยกโค้ดส่วนลดหรือลิงก์ให้อินฟลูแต่ละรายตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นจะเทียบกันไม่ได้เลยว่าใครทำผลงานได้ดีกว่า การทำงานร่วมกับ Performance Marketing Agency Bangkok ช่วยให้เห็นตัวเลขชั้นนี้ได้ตั้งแต่ระหว่างแคมเปญ ไม่ต้องรอสรุปตอนจบ ซึ่งทีมใช้ BrandBox Platform เป็นแดชบอร์ดติดตามผลแบบเรียลไทม์ ดู CPL, CTR และ Conversion Rate ได้ตลอดเวลา
ทำให้แคมเปญยังถูกค้นเจอหลังกระแสจบ
ปัญหาใหญ่ของงานอินฟลูคือโพสต์มีอายุสั้น และมันอยู่บนแพลตฟอร์มที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ วันที่อัลกอริทึมเปลี่ยนหรือเพจปิด ทุกอย่างหายไปพร้อมกัน
วิธีต่ออายุคือย้ายสาระสำคัญมาไว้บนเว็บไซต์ของแบรนด์เอง เช่น ทำหน้ารวมรีวิว หรือเขียนบทความที่ตอบคำถามชุดเดียวกับที่คนถามในคอมเมนต์ แล้วให้ รับทำ SEO ดูแลให้หน้านั้นถูกค้นเจอต่อเนื่อง เท่ากับเปลี่ยนกระแสชั่วคราวให้กลายเป็นทรัพย์สินถาวร
อีกชั้นที่ควรทำควบคู่กันคือทำให้เนื้อหาถูกหยิบไปตอบเมื่อมีคนถาม AI ว่าสินค้าประเภทนี้ควรเลือกยี่ห้อไหน ซึ่งเป็นหลักการของ รับทำ AEO คือเขียนให้แต่ละส่วนอ่านจบได้ในตัวเอง มีคำถามคำตอบชัดเจน และมีข้อมูลเฉพาะที่หาจากที่อื่นไม่ได้
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ในฐานะเจ้าของหมา ไม่ใช่ฝั่งแบรนด์ มีสี่ข้อที่อยากฝากไว้
ข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือกำหนดขอบเขตด้านสวัสดิภาพของน้องไว้ตั้งแต่แรกว่าอะไรทำได้และอะไรไม่ทำ แล้วบอกแบรนด์ตั้งแต่ก่อนรับงาน แบรนด์ที่ทำงานเป็นระบบจะเคารพข้อนี้ ส่วนแบรนด์ที่ไม่เคารพก็ไม่ควรร่วมงานด้วยตั้งแต่แรก
สิ่งที่เห็นจากการทำงานสายนี้มาพักใหญ่คือ ความน่ารักทำให้คนหยุดนิ้วได้จริง แต่ไม่ได้ทำให้คนกดซื้อ
สิ่งที่ทำให้คนกดซื้อคือความรู้สึกว่าคนที่พูดอยู่ตรงนั้นเลี้ยงเหมือนเรา เจอปัญหาแบบเดียวกับเรา และไม่ได้พูดเพราะได้เงินอย่างเดียว เพจที่รักษาความรู้สึกนี้ไว้ได้คือเพจที่คุ้มค่าจ้างในระยะยาว ส่วนเพจที่รับงานถี่จนคนตามเลิกเชื่อ ต่อให้ยอดฟอลโลว์เยอะแค่ไหนก็ไม่เหลืออะไรให้แบรนด์
การเลือกอินฟลูโดยดูที่คุณภาพของผู้ชมก่อนปริมาณ แล้วผูกทุกอย่างกลับมาที่ตัวเลขผลลัพธ์ตั้งแต่วันวางแผน คือวิธีทำงานแบบที่ทีมเรียกว่า Brandformance Agency ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องใช้งบเยอะขึ้น แต่แปลว่ารู้ตั้งแต่ต้นว่ากำลังจ่ายเงินไปเพื่ออะไร
คุณพชร ชินนวงศ์ (กัน) – CEO, BrandstromX Agency
ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO, AEO, GEO และ Brand Strategy ประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในวงการ Digital Marketing ไทย เชี่ยวชาญการวางกลยุทธิ์แบรนด์สำหรับ SME และ Corporate ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน
อยากให้เนื้อหาของแบรนด์ถูก AI หยิบไปตอบเมื่อมีคนถามถึงสินค้าประเภทนี้ ดาวน์โหลด E-book ได้ที่ เรียนรู้เกี่ยวกับ AI SEO
อินฟลูหมา คืออะไร และทำไมแบรนด์ถึงนิยมใช้
อินฟลูหมาคือสุนัขที่มีฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจนสามารถรับงานสื่อสารการตลาดให้แบรนด์ได้ โดยมีเจ้าของเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์และดูแลการรับงาน เหตุผลที่แบรนด์นิยมใช้มีสองข้อหลัก ข้อแรกคือเข้าถึงกลุ่ม Pet Parent ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวและมีความพร้อมจ่ายสูง ข้อที่สองคือคอนเทนต์ประเภทนี้ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าโฆษณาตรง โดยข้อมูลจากงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าภาพโฆษณาที่มีสัตว์อยู่คู่กับสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุดที่ 43.82% เทียบกับภาพสินค้าอย่างเดียวที่ 37.08%
จ้างอินฟลูหมา เรทค่าจ้างประมาณเท่าไหร่
ตลาดนี้ยังไม่มีเรทกลาง ราคาจึงต่างกันได้หลายเท่าตามห้าตัวแปรหลัก หนึ่ง ขนาดฐานผู้ติดตามและอัตราการมีส่วนร่วมจริง สอง จำนวนชิ้นงานและจำนวนแพลตฟอร์มที่ต้องลง สาม สิทธิ์การนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อในโฆษณาหรือ Usage Rights ซึ่งเป็นข้อที่ดันราคาขึ้นมากที่สุดและแบรนด์มักลืมคิด สี่ ความยากของโปรดักชัน เช่น ต้องเดินทางหรือใช้ทีมถ่าย และห้า เงื่อนไขไม่ให้รับงานคู่แข่งในช่วงเวลาหนึ่ง วิธีตั้งงบที่ปลอดภัยคือขอใบเสนอราคาที่ระบุห้าข้อนี้ให้ครบก่อนเปรียบเทียบ ไม่ใช่เทียบแค่ตัวเลขสุดท้าย
เลือกอินฟลูหมายังไงให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
อย่าดูแค่ยอดผู้ติดตาม เพราะคอนเทนต์สัตว์เลี้ยงดึงคนดูที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เข้ามาจำนวนมากด้วยเหตุผลเรื่องความเพลิดเพลิน สิ่งที่ควรขอดูมีหกข้อ คือสัดส่วนผู้ติดตามที่เลี้ยงสัตว์จริง อัตราการมีส่วนร่วมย้อนหลังสามเดือนไม่ใช่เฉพาะโพสต์ที่ดีที่สุด สัดส่วนคอมเมนต์ที่ถามถึงสินค้าเทียบกับคอมเมนต์ชมความน่ารัก ผลงานที่เคยทำให้แบรนด์คู่แข่ง ช่วงเวลาที่ผู้ติดตามออนไลน์ และความถี่ในการรับงานที่ผ่านมา BrandStromX ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผู้ชมมากกว่าปริมาณ เพราะ Lead ที่มาจากคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์จะไม่กลายเป็นยอดขาย