คนไทยเลี้ยงหมามากกว่าแมว แต่ทำไมอินฟลูหมาถึงถูกพูดถึงน้อยกว่า? เปิดเรทค่าจ้าง วิธีเลือก และวิธีวัดผลที่แบรนด์ควรรู้

ให้ AI ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • งานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่ากลุ่มตัวอย่างเลี้ยงสุนัขมากที่สุด 40.4% ส่วนแมวอยู่ที่ 37.1% แต่พื้นที่คอนเทนต์การตลาดฝั่งแมวกลับมากกว่า จึงเป็นช่องว่างที่แบรนด์เข้าไปยืนได้ก่อนคนอื่น
  • ttb analytics คาดว่ามูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยปี 2569 จะทะลุหลักแสนล้านบาท อยู่ที่ราว 1.01 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เก่าที่บทความจำนวนมากยังอ้างอิงกันอยู่มาก
  • เรทค่าจ้างขึ้นกับห้าตัวแปร คือขนาดฐานผู้ติดตามและอัตราการมีส่วนร่วมจริง จำนวนชิ้นงานและแพลตฟอร์ม สิทธิ์การนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อ ความยากของโปรดักชัน และเงื่อนไขการผูกขาด โดยข้อสิทธิ์การใช้ต่อคือข้อที่คนลืมคิดมากที่สุด
  • ยอดฟอลโลว์ไม่ใช่ตัวชี้วัด เพราะคอนเทนต์สัตว์เลี้ยงดึงคนดูที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เข้ามาจำนวนมาก ควรขอดูสัดส่วนผู้ติดตามที่เลี้ยงสัตว์จริงและสัดส่วนคอมเมนต์ที่ถามถึงสินค้า
  • แบรนด์นอกหมวดสัตว์เลี้ยงใช้ได้ผลแล้ว ทั้งการเงิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าไฮเทค รถยนต์ และอาหารเครื่องดื่มของคน โดยข้อมูลระบุว่าภาพโฆษณาที่มีสัตว์อยู่คู่กับสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงสุดที่ 43.82%
  • สคบ. ได้ออกประกาศเตือนเรื่องการโฆษณาเกินจริงของอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ แบรนด์จึงควรเตรียมชุดข้อความที่พูดได้และพูดไม่ได้ส่งให้อินฟลูตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
  • คอนเทนต์ที่ให้สัตว์ทำท่าฝืนธรรมชาติเสี่ยงถูกวิจารณ์และย้อนกลับมาที่แบรนด์ผู้ว่าจ้างมากกว่าตัวอินฟลูเอง ควรตกลงเช็กลิสต์ด้านสวัสดิภาพกันไว้ก่อนถ่าย

ลองนับดูเล่น ๆ ว่าวันนี้เลื่อนฟีดไป คุณเจอคลิปแมวกี่คลิป กว่าจะเจอคลิปหมาสักหนึ่งคลิป แล้วลองนึกต่อว่าคนรอบตัวคุณเลี้ยงหมาหรือเลี้ยงแมวมากกว่ากัน

สองอย่างนี้ไม่ตรงกัน และช่องว่างตรงนั้นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ อินฟลูหมา เป็นช่องทางที่น่าสนใจกว่าที่หลายแบรนด์คิด เพราะมีคนดูรออยู่เยอะ แต่มีคนแย่งพื้นที่น้อยกว่า

ที่ผ่านมาทีม BrandStromX รับโจทย์แคมเปญสายสัตว์เลี้ยงมาเรื่อย ๆ ในฐานะ Digital Marketing Agency และคำถามที่เจอซ้ำที่สุดจากฝั่งแบรนด์ไม่ใช่ว่าควรใช้ไหม แต่เป็นคำถามที่หาคำตอบยากกว่านั้น คือเรทเท่าไหร่ถึงเรียกว่าสมเหตุสมผล เลือกยังไงไม่ให้เสียเงินฟรี และจบแล้ววัดผลด้วยอะไร

บทความนี้เลยตั้งใจตอบสามข้อนั้นให้ครบ พร้อมอีกหัวข้อที่แทบไม่มีใครพูดถึงแต่เป็นเรื่องที่ทำแบรนด์เจ็บตัวมาแล้ว

เจ้าของกำลังถ่ายคอนเทนต์อินฟลูหมานอกสถานที่ด้วยมือถือ
Table of Contents

ช่องว่างที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง หมาเยอะกว่า แต่คอนเทนต์น้อยกว่า

ตัวเลขที่สวนกับสิ่งที่เห็นในฟีด

งานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สำรวจตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่างเลี้ยงสุนัขมากที่สุดที่ 40.4% ส่วนแมวอยู่ที่ 37.1% แปลว่าฐานคนเลี้ยงหมาใหญ่กว่า

แต่ถ้าดูพื้นที่คอนเทนต์การตลาดในไทย ฝั่งแมวได้พูดถึงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งบทความเจาะเทรนด์และแคมเปญที่หยิบแมวเป็นตัวเดินเรื่อง ขณะที่ฝั่งหมายังไม่มีชิ้นงานที่เทียบเท่ากันนัก

ในเชิงการตลาด ช่องว่างแบบนี้มีค่ามาก เพราะแปลว่ามีผู้ชมรออยู่จำนวนมาก แต่มีแบรนด์แย่งพื้นที่น้อยกว่า ต้นทุนการเข้าไปยืนจึงถูกกว่าตลาดที่คนแน่นแล้ว

ทำไมฝั่งแมวถึงได้พื้นที่มากกว่า

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ความนิยม แต่อยู่ที่ต้นทุนการผลิต คอนเทนต์แมวถ่ายในบ้านได้ ใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องพาออกไปไหน เจ้าของจึงผลิตได้ถี่กว่าและสม่ำเสมอกว่า

ส่วนคอนเทนต์หมามักต้องพาออกนอกบ้าน ต้องมีคนช่วยจับ ต้องดูสภาพอากาศ และใช้เวลาต่อชิ้นมากกว่า ปริมาณคอนเทนต์เลยน้อยกว่าทั้งที่ฐานคนเลี้ยงใหญ่กว่า

ข้อจำกัดนั้นกลับเป็นข้อได้เปรียบของแบรนด์ เพราะการที่หมาถ่ายนอกสถานที่ได้ แปลว่าสามารถพาไปอยู่ในฉากที่แบรนด์อยากให้อยู่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คอนเทนต์ในบ้านทำไม่ได้

อินฟลูหมาในไทยมีกี่แบบ และแต่ละแบบเหมาะกับแบรนด์ประเภทไหน

แทนที่จะไล่รายชื่อเพจให้ท่องจำ ซึ่งเดี๋ยวก็ล้าสมัยเมื่อเพจไหนหยุดทำ ขอแบ่งเป็นประเภทให้เอาไปจับคู่กับโจทย์ตัวเองแทน

แบ่งตามขนาดฐานผู้ติดตาม

กลุ่ม Nano และ Micro คือเพจที่ฐานยังไม่ใหญ่แต่คนตามรู้จักกันเกือบหมด เหมาะกับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือเฉพาะกลุ่มและมีงบจำกัด จุดเด่นคืออัตราการมีส่วนร่วมต่อผู้ติดตามหนึ่งคนมักสูงกว่าเพจใหญ่

กลุ่ม Macro เหมาะกับงานสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ส่วนกลุ่ม Mega เหมาะกับงานเปิดตัวที่ต้องการกระแสภายในวันเดียว แต่ต้องแลกมาด้วยงบที่สูงขึ้นมากและความรู้สึกใกล้ชิดที่ลดลง

แบ่งตามคาแรกเตอร์คอนเทนต์

สายฮาและพากย์เสียง เหมาะกับของใช้และขนม เพราะขายด้วยความรู้สึกสนุกได้เลยโดยไม่ต้องอธิบายยาว สายไลฟ์สไตล์พาเที่ยว เหมาะกับคาเฟ่ ที่พัก ห้างสรรพสินค้า และรถยนต์ เพราะฉากคือส่วนหนึ่งของคอนเทนต์อยู่แล้ว

สายให้ความรู้เรื่องสุขภาพและการฝึก เหมาะกับอาหารสูตรเฉพาะ อาหารเสริม หรือประกันสัตว์เลี้ยง เพราะคนตามเพจกลุ่มนี้มาหาข้อมูลจริง ส่วนสายหมาบ้านและหมาที่ถูกช่วยเหลือ มีมิติเชิงสังคม เหมาะกับงานที่แบรนด์ต้องการสื่อสารเรื่องคุณค่ามากกว่าการขายตรง

การจับคู่ประเภทอินฟลูกับโจทย์แคมเปญให้ถูกตั้งแต่ต้นคือครึ่งหนึ่งของงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่การทำงานกับ Influencer Marketing Agency ที่มีข้อมูลผู้ชมในมือ ช่วยประหยัดเวลาลองผิดลองถูกไปได้มาก

เรทค่าจ้างอินฟลูหมา เขาคิดราคากันยังไง

เรื่องนี้เป็นคำถามที่คนถามกันเยอะที่สุดแต่หาคำตอบยากที่สุด เพราะตลาดนี้ยังไม่มีเรทกลาง และราคาที่ได้จากสองเพจที่ยอดฟอลโลว์เท่ากันอาจต่างกันสามเท่าได้

ห้าตัวแปรที่ทำให้เรทต่างกันเป็นเท่าตัว

  • ขนาดฐานผู้ติดตามและอัตราการมีส่วนร่วมจริง ไม่ใช่ยอดฟอลโลว์อย่างเดียว
  • จำนวนชิ้นงานและจำนวนแพลตฟอร์มที่ต้องลง ลงสามที่ราคาไม่ได้เท่ากับลงที่เดียวคูณสาม
  • สิทธิ์การนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อในโฆษณา หรือ Usage Rights ข้อนี้ดันราคาขึ้นมากที่สุดและเป็นข้อที่แบรนด์ลืมคิดบ่อยที่สุด
  • ความยากของโปรดักชัน เช่น ต้องเดินทางออกต่างจังหวัด ต้องใช้ทีมถ่าย หรือต้องฝึกท่าเฉพาะให้น้อง
  • เงื่อนไขไม่ให้รับงานคู่แข่งในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งล็อกนานยิ่งแพง เพราะเท่ากับปิดรายได้ทางอื่นของเขา

ข้อที่สามคือข้อที่ทำให้เกิดปัญหาหลังบ้านบ่อยที่สุด หลายแบรนด์จ่ายค่าโพสต์แล้วเข้าใจว่านำคลิปไปยิงแอดต่อได้เลย ทั้งที่ในสัญญาไม่ได้ครอบคลุมส่วนนั้น พอจะเอาไปใช้จริงก็ต้องกลับมาจ่ายเพิ่มอีกรอบ

สิ่งที่ควรระบุในใบเสนอราคาก่อนตกลง

ก่อนเซ็นควรมีหกอย่างนี้เป็นลายลักษณ์อักษร คือจำนวนรอบแก้ไข ระยะเวลาที่โพสต์ต้องคงอยู่บนหน้าเพจ สิทธิ์การนำไปใช้ต่อพร้อมระยะเวลา เงื่อนไขกรณีน้องป่วยหรือถ่ายไม่ได้ตามกำหนด ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหากต้องถ่ายซ้ำ และรูปแบบรายงานผลที่จะได้รับหลังจบงาน

อีกเรื่องที่ควรคิดเผื่อตั้งแต่ตอนตั้งงบคือ คอนเทนต์ที่ได้มามักคุ้มกว่าถ้าเอาไปยิงเป็นโฆษณาต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่บนเพจอินฟลูเฉย ๆ จุดนี้ควรวางแผนร่วมกับ Advertising Agency หรือทีมที่ดูแลการวางแผนสื่อไปพร้อมกัน จะได้ซื้อสิทธิ์การใช้งานมาให้ครบตั้งแต่รอบแรก

อินฟลูหมา ต่างจากอินฟลูแมวและอินฟลูคนตรงไหน

สามแบบนี้ทำงานคนละอย่างกัน และเลือกผิดตั้งแต่ต้นก็เสียงบไปเปล่า ๆ

หัวข้อเทียบ อินฟลูหมา อินฟลูแมว อินฟลูคน
ความยืดหยุ่นในการถ่าย ถ่ายนอกสถานที่ได้ ทำตามคำสั่งได้ ถ่ายในบ้านเป็นหลัก คุมยาก ถ่ายได้ทุกที่ตามบรีฟ
ความถี่ของคอนเทนต์ ผลิตช้ากว่า ใช้เวลาต่อชิ้นมาก ผลิตถี่ ต้นทุนต่อชิ้นต่ำ ขึ้นกับคิวงานของแต่ละคน
สินค้าที่เหมาะ คาเฟ่ ที่พัก รถยนต์ ของใช้นอกบ้าน ของใช้ในบ้าน อาหาร ทรายแมว สินค้าที่ต้องอธิบายสรรพคุณ
ความรู้สึกของคนดู อบอุ่น เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนโฆษณา น่ารัก ผ่อนคลาย ดูเพลิน ตรงประเด็น แต่รู้ว่าเป็นงานจ้าง
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง สวัสดิภาพระหว่างถ่ายนอกสถานที่ คอนเทนต์ซ้ำจนคนเลื่อนผ่าน พฤติกรรมส่วนตัวกระทบแบรนด์

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งที่ทำให้เงินก้อนนั้นคุ้มขึ้นคือการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะเอาคอนเทนต์ไปทำอะไรต่อหลังแคมเปญจบ ซึ่งเป็นงานฝั่ง Content Marketing ที่ทำต่อเนื่อง ไม่ใช่จบเป็นชิ้น ๆ

เช็กลิสต์ 6 ข้อสำหรับเลือกอินฟลูหมา ก่อนเซ็นสัญญากับแบรนด์

เลือกอินฟลูหมายังไงให้ตรงกลุ่ม ไม่ใช่แค่ดูยอดฟอลโลว์

ทำไมยอดฟอลโลว์ถึงไม่ใช่ตัวชี้วัด

คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงมีลักษณะพิเศษที่ต่างจากคอนเทนต์หมวดอื่น คือดึงคนดูที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เข้ามาเยอะมาก เพราะคนดูเพื่อคลายเครียด ดูเพราะน่ารัก ไม่ได้ดูเพราะกำลังหาข้อมูลสินค้า

ผลคือเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้านอาจมีสัดส่วนคนที่เลี้ยงสัตว์จริงและพร้อมซื้อของต่ำกว่าเพจหลักแสนที่คนตามเป็นคนเลี้ยงหมาล้วน ๆ ถ้าดูแค่ตัวเลขหน้าเพจ เราจะเลือกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มคุยเรท

หกข้อที่ควรขอดูก่อนเซ็นสัญญา

  • สัดส่วนผู้ติดตามที่เลี้ยงสัตว์จริง ขอจากข้อมูลหลังบ้านหรือจากผลสำรวจที่เพจเคยทำ
  • อัตราการมีส่วนร่วมย้อนหลังสามเดือน ไม่ใช่ดูเฉพาะโพสต์ที่ทำผลงานดีที่สุด
  • สัดส่วนคอมเมนต์ที่ถามถึงสินค้า เทียบกับคอมเมนต์ที่ชมความน่ารักเฉย ๆ
  • ผลงานที่เคยทำให้แบรนด์คู่แข่ง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้น
  • ช่วงเวลาที่ผู้ติดตามออนไลน์ เพื่อวางตารางโพสต์ให้ตรงจังหวะ
  • ความถี่ในการรับงานที่ผ่านมา ถ้ารับถี่เกินไปคนตามจะเริ่มไม่เชื่อสิ่งที่รีวิว

ข้อสามเป็นข้อที่ประเมินได้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องขอข้อมูลจากใคร แค่เลื่อนดูคอมเมนต์ใต้โพสต์รีวิวเก่า ๆ ก็พอเห็นแล้วว่าคนตามเพจนี้สนใจสินค้าหรือมาดูความน่ารักอย่างเดียว

“แบรนด์ส่วนใหญ่ดูยอดวิวก่อน แล้วค่อยมาดูว่าคนดูเป็นใคร ทั้งที่ควรกลับลำดับกัน เพราะยอดวิวจากคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ไม่เคยกลายเป็นยอดขาย”

คุณพชร ชินนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BrandStromX

แบรนด์แบบไหนที่ใช้อินฟลูหมาแล้วเวิร์ก และแบบไหนที่ไม่ควรใช้

หมวดสินค้าที่ข้ามมาใช้แล้วและได้ผล

เรื่องที่หลายคนยังไม่รู้คืออินฟลูสัตว์เลี้ยงไม่ได้รับแค่งานสินค้าสัตว์เลี้ยงแล้ว ปัจจุบันขยายไปยังแบรนด์การเงิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าไฮเทค รถยนต์ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคน

เหตุผลอยู่ที่ตัวผู้ชม กลุ่มที่ตามเพจสัตว์เลี้ยงคือกลุ่มที่เลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูงและผูกพันกับคอนเทนต์มากกว่าค่าเฉลี่ย

งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบด้วยว่าภาพโฆษณาที่มีสัตว์อยู่คู่กับสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุดที่ 43.82% ขณะที่ภาพที่มีสินค้าอย่างเดียวอยู่ที่ 37.08% เหตุผลคือสัตว์ช่วยดึงสายตา ทำให้ภาพไม่ดูเป็นการขายจนเกินไป และยังช่วยให้เห็นขนาดของสินค้าได้ชัดขึ้นด้วย

สิ่งที่มักหายไปคือแผนหลังจบแคมเปญ กระแสที่ได้มามักหายไปภายในสัปดาห์เดียวถ้าไม่มีอะไรมารองรับ การให้ บริษัทรับทำ SEO  เข้ามาช่วยวางหน้าเว็บให้รับคนที่ค้นหาชื่อแบรนด์ต่อ จะทำให้เงินก้อนเดิมทำงานได้นานกว่ามาก

สามกรณีที่ยังไม่ควรใช้

กรณีแรกคือสินค้าที่ต้องอธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคยาว ๆ คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงรองรับได้ไม่ดี เพราะคนดูมาเพื่อความเพลิดเพลิน พอเจอข้อมูลหนักก็เลื่อนผ่าน

กรณีที่สองคือแบรนด์ที่ยังไม่มีช่องทางปิดการขายพร้อม ทราฟฟิกที่วิ่งเข้ามาในวันโพสต์จะหลุดมือทั้งหมด และคนที่สนใจจะไม่กลับมาอีกรอบ

กรณีที่สามคือสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสัตว์ เช่น อาหารเสริมที่ยังไม่ผ่านการรับรอง กรณีนี้ความเสียหายด้านภาพลักษณ์ถ้ามีอะไรผิดพลาดจะรุนแรงกว่าผลที่ได้หลายเท่า

ข้อควรระวังที่แบรนด์มักมองข้าม ทั้งกฎหมายและสวัสดิภาพสัตว์

หัวข้อนี้แทบไม่มีใครเขียนถึง ทั้งที่เป็นจุดที่ทำให้แบรนด์เจ็บตัวมาแล้วหลายราย

กฎหมายโฆษณา ใครต้องรับผิดชอบบ้าง

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้ออกประกาศเตือนอินฟลูเอนเซอร์และผู้ค้าออนไลน์เรื่องการโฆษณาเกินจริง หรือการทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และมีโทษทั้งจำและปรับ

จุดที่เกี่ยวข้องกับงานสายนี้โดยตรงคือ อินฟลูเอนเซอร์ในฐานะผู้เผยแพร่โฆษณาอาจมีความรับผิดร่วมกับแบรนด์ ไม่ใช่แบรนด์รับผิดฝ่ายเดียว และงานอินฟลูหมาส่วนใหญ่ก็คือการรีวิวอาหารและอาหารเสริมสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหมวดที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะเรื่องการกล่าวอ้างสรรพคุณ

ทางปฏิบัติที่ปลอดภัยคือแบรนด์เตรียมชุดข้อความที่พูดได้และพูดไม่ได้ส่งให้อินฟลูตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน แล้วระบุในสัญญาว่าห้ามกล่าวสรรพคุณเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต วิธีนี้ช่วยทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เป็นการมัดมืออินฟลูอย่างเดียว

หลักคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับงานฝั่งเว็บไซต์ด้วย การเร่งผลลัพธ์ด้วยวิธีลัดมักย้อนกลับมาทำร้ายแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลที่งาน รับทำ SEO สายขาว ถึงเน้นการสร้างฐานที่อยู่ได้นาน แทนการดันอันดับให้ขึ้นเร็วแล้วร่วงหนักกว่าเดิม

สวัสดิภาพสัตว์กับความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์

คอนเทนต์ที่ให้สัตว์ทำท่าฝืนธรรมชาติ ใส่ชุดนานเกินไป หรือถ่ายกลางแดดจัด เป็นเรื่องที่คนดูจับได้เร็วมาก และเวลาถูกวิจารณ์ สิ่งที่คนโยงถึงคือแบรนด์ผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่แค่ตัวอินฟลู

เช็กลิสต์สั้น ๆ ที่ควรตกลงกันก่อนกดถ่ายชิ้นแรกมีสี่ข้อ คือกำหนดเวลาถ่ายสูงสุดต่อรอบ ระบุสิทธิ์ของอินฟลูในการหยุดถ่ายทันทีหากน้องเครียด ห้ามใช้อาหารล่อเกินปริมาณที่เหมาะสม และเตรียมพื้นที่พักที่มีน้ำและร่มเงาไว้ในกองถ่าย

สี่ข้อนี้ใส่ไว้ในสัญญาได้เลย และการมีมันอยู่ในสัญญายังเป็นเรื่องที่เล่าต่อได้ในเชิงบวกด้วย เพราะกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าที่แบรนด์คิด

วัดผลแคมเปญอินฟลูหมาด้วยอะไร

ตัวชี้วัดสามชั้นที่ต่อกัน

ชั้นแรกคือการมองเห็น ดู Reach และยอดวิว ชั้นนี้บอกได้แค่ว่ามีคนเห็นกี่คน ยังไม่บอกอะไรมากกว่านั้น

ชั้นที่สองคือความสนใจ ดูอัตราการมีส่วนร่วม สัดส่วนคอมเมนต์ที่ถามถึงสินค้าเทียบกับคอมเมนต์ทั่วไป จำนวนการบันทึกโพสต์ และปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์ในช่วงแคมเปญ ชั้นนี้แหละที่บอกว่าคอนเทนต์ทำงานหรือแค่ผ่านตา

ชั้นที่สามคือผลทางธุรกิจ ดู Conversion Rate ต้นทุนต่อ Lead และ ROAS โดยต้องแยกโค้ดส่วนลดหรือลิงก์ให้อินฟลูแต่ละรายตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นจะเทียบกันไม่ได้เลยว่าใครทำผลงานได้ดีกว่า การทำงานร่วมกับ Performance Marketing Agency Bangkok ช่วยให้เห็นตัวเลขชั้นนี้ได้ตั้งแต่ระหว่างแคมเปญ ไม่ต้องรอสรุปตอนจบ ซึ่งทีมใช้ BrandBox Platform เป็นแดชบอร์ดติดตามผลแบบเรียลไทม์ ดู CPL, CTR และ Conversion Rate ได้ตลอดเวลา

ทำให้แคมเปญยังถูกค้นเจอหลังกระแสจบ

ปัญหาใหญ่ของงานอินฟลูคือโพสต์มีอายุสั้น และมันอยู่บนแพลตฟอร์มที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ วันที่อัลกอริทึมเปลี่ยนหรือเพจปิด ทุกอย่างหายไปพร้อมกัน

วิธีต่ออายุคือย้ายสาระสำคัญมาไว้บนเว็บไซต์ของแบรนด์เอง เช่น ทำหน้ารวมรีวิว หรือเขียนบทความที่ตอบคำถามชุดเดียวกับที่คนถามในคอมเมนต์ แล้วให้ รับทำ SEO ดูแลให้หน้านั้นถูกค้นเจอต่อเนื่อง เท่ากับเปลี่ยนกระแสชั่วคราวให้กลายเป็นทรัพย์สินถาวร

อีกชั้นที่ควรทำควบคู่กันคือทำให้เนื้อหาถูกหยิบไปตอบเมื่อมีคนถาม AI ว่าสินค้าประเภทนี้ควรเลือกยี่ห้อไหน ซึ่งเป็นหลักการของ รับทำ AEO คือเขียนให้แต่ละส่วนอ่านจบได้ในตัวเอง มีคำถามคำตอบชัดเจน และมีข้อมูลเฉพาะที่หาจากที่อื่นไม่ได้

ทีมการตลาดกำลังตรวจข้อมูลผู้ติดตามก่อนเลือกอินฟลูหมา

ถ้าอยากปั้นหมาตัวเองให้เป็นอินฟลู เริ่มยังไง

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ในฐานะเจ้าของหมา ไม่ใช่ฝั่งแบรนด์ มีสี่ข้อที่อยากฝากไว้

  • เลือกคาแรกเตอร์ที่ทำได้จริงทุกวัน แทนการเลียนแบบเพจที่ดังอยู่แล้ว เพราะคาแรกเตอร์ที่ฝืนจะทำต่อไม่ไหวภายในไม่กี่เดือน
  • ลงสม่ำเสมอสำคัญกว่าลงถี่ ลงสัปดาห์ละสองคลิปทุกสัปดาห์ ได้ผลกว่าลงวันละคลิปแล้วหายไปเดือนหนึ่ง
  • เน้นคลิปสั้นเป็นหลัก เพราะเป็นรูปแบบที่ได้ผลที่สุดในหมวดนี้และเป็นสิ่งที่แบรนด์มองหา
  • เก็บข้อมูลผู้ติดตามไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งช่วงอายุ เพศ พื้นที่ และเวลาที่คนออนไลน์ ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้คุยเรทกับแบรนด์ได้อย่างมีน้ำหนัก

ข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือกำหนดขอบเขตด้านสวัสดิภาพของน้องไว้ตั้งแต่แรกว่าอะไรทำได้และอะไรไม่ทำ แล้วบอกแบรนด์ตั้งแต่ก่อนรับงาน แบรนด์ที่ทำงานเป็นระบบจะเคารพข้อนี้ ส่วนแบรนด์ที่ไม่เคารพก็ไม่ควรร่วมงานด้วยตั้งแต่แรก

สิ่งที่เห็นจากการทำงานสายนี้มาพักใหญ่คือ ความน่ารักทำให้คนหยุดนิ้วได้จริง แต่ไม่ได้ทำให้คนกดซื้อ

สิ่งที่ทำให้คนกดซื้อคือความรู้สึกว่าคนที่พูดอยู่ตรงนั้นเลี้ยงเหมือนเรา เจอปัญหาแบบเดียวกับเรา และไม่ได้พูดเพราะได้เงินอย่างเดียว เพจที่รักษาความรู้สึกนี้ไว้ได้คือเพจที่คุ้มค่าจ้างในระยะยาว ส่วนเพจที่รับงานถี่จนคนตามเลิกเชื่อ ต่อให้ยอดฟอลโลว์เยอะแค่ไหนก็ไม่เหลืออะไรให้แบรนด์

การเลือกอินฟลูโดยดูที่คุณภาพของผู้ชมก่อนปริมาณ แล้วผูกทุกอย่างกลับมาที่ตัวเลขผลลัพธ์ตั้งแต่วันวางแผน คือวิธีทำงานแบบที่ทีมเรียกว่า Brandformance Agency ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องใช้งบเยอะขึ้น แต่แปลว่ารู้ตั้งแต่ต้นว่ากำลังจ่ายเงินไปเพื่ออะไร

References

  1. คาดมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยปี 2568 ขยายตัว 13.2% แตะ 9.2 หมื่นล้านบาท และคาดทะลุแสนล้านในปี 2569: https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttba-pet-market-july-2025
  2. เตือนอินฟลูเอนเซอร์ขายของออนไลน์ เรื่องโฆษณาเกินจริง: https://www.ocpb.go.th/news_view.php?nid=17041
  3. สคบ. เตือนแรง อินฟลูเอนเซอร์ โทษหนักขายของออนไลน์ โฆษณาเกินจริง: https://www.thansettakij.com/general-news/641622
  4. อินไซต์ตลาดสัตว์เลี้ยง ถอดกลยุทธ์ Petsumer Marketing (อ้างอิงงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล): https://www.marketingoops.com/reports/petsumer-marketing/
  5. เทรนด์ Cat Economy แรงไม่แผ่ว เจาะอินไซต์ทาสแมวชาวไทย: https://www.marketingoops.com/reports/behaviors/cat-economy-trend/
  6. เศรษฐกิจซึมไม่สะเทือนตลาดสัตว์เลี้ยง รวม 5 ธุรกิจโตรับ Pet Parent: https://www.marketingoops.com/reports/5-businesses-in-pet-industry/
  7. Pet Influencer เทรนด์การตลาดมาแรง เมื่อสัตว์เลี้ยงคือคนในครอบครัว: https://positioningmag.com/digital/106274
  8. ตลาดสัตว์เลี้ยงโตไม่แผ่ว Pet Expo คาดเงินสะพัดกว่าพันล้าน: https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274496

เกี่ยวกับผู้เขียน

คุณพชร ชินนวงศ์ (กัน) – CEO, BrandstromX Agency

ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO, AEO, GEO และ Brand Strategy ประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในวงการ Digital Marketing ไทย เชี่ยวชาญการวางกลยุทธิ์แบรนด์สำหรับ SME และ Corporate ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน

ปรึกษา AI SEO Specialist ที่นี่

Download E-Book ฟรี!

อยากให้เนื้อหาของแบรนด์ถูก AI หยิบไปตอบเมื่อมีคนถามถึงสินค้าประเภทนี้ ดาวน์โหลด E-book ได้ที่ เรียนรู้เกี่ยวกับ AI SEO

FAQ : คำถามที่พบบ่อย

อินฟลูหมา คืออะไร และทำไมแบรนด์ถึงนิยมใช้

อินฟลูหมาคือสุนัขที่มีฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจนสามารถรับงานสื่อสารการตลาดให้แบรนด์ได้ โดยมีเจ้าของเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์และดูแลการรับงาน เหตุผลที่แบรนด์นิยมใช้มีสองข้อหลัก ข้อแรกคือเข้าถึงกลุ่ม Pet Parent ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวและมีความพร้อมจ่ายสูง ข้อที่สองคือคอนเทนต์ประเภทนี้ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าโฆษณาตรง โดยข้อมูลจากงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าภาพโฆษณาที่มีสัตว์อยู่คู่กับสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุดที่ 43.82% เทียบกับภาพสินค้าอย่างเดียวที่ 37.08%

ตลาดนี้ยังไม่มีเรทกลาง ราคาจึงต่างกันได้หลายเท่าตามห้าตัวแปรหลัก หนึ่ง ขนาดฐานผู้ติดตามและอัตราการมีส่วนร่วมจริง สอง จำนวนชิ้นงานและจำนวนแพลตฟอร์มที่ต้องลง สาม สิทธิ์การนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อในโฆษณาหรือ Usage Rights ซึ่งเป็นข้อที่ดันราคาขึ้นมากที่สุดและแบรนด์มักลืมคิด สี่ ความยากของโปรดักชัน เช่น ต้องเดินทางหรือใช้ทีมถ่าย และห้า เงื่อนไขไม่ให้รับงานคู่แข่งในช่วงเวลาหนึ่ง วิธีตั้งงบที่ปลอดภัยคือขอใบเสนอราคาที่ระบุห้าข้อนี้ให้ครบก่อนเปรียบเทียบ ไม่ใช่เทียบแค่ตัวเลขสุดท้าย

อย่าดูแค่ยอดผู้ติดตาม เพราะคอนเทนต์สัตว์เลี้ยงดึงคนดูที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เข้ามาจำนวนมากด้วยเหตุผลเรื่องความเพลิดเพลิน สิ่งที่ควรขอดูมีหกข้อ คือสัดส่วนผู้ติดตามที่เลี้ยงสัตว์จริง อัตราการมีส่วนร่วมย้อนหลังสามเดือนไม่ใช่เฉพาะโพสต์ที่ดีที่สุด สัดส่วนคอมเมนต์ที่ถามถึงสินค้าเทียบกับคอมเมนต์ชมความน่ารัก ผลงานที่เคยทำให้แบรนด์คู่แข่ง ช่วงเวลาที่ผู้ติดตามออนไลน์ และความถี่ในการรับงานที่ผ่านมา BrandStromX ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผู้ชมมากกว่าปริมาณ เพราะ Lead ที่มาจากคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์จะไม่กลายเป็นยอดขาย