7 คำถามที่ควรถามก่อนจ้างรับทำการตลาดออนไลน์ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดตอนทำงาน แต่เกิดตอนเลิกจ้าง

ให้ AI ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • ปัญหาส่วนใหญ่ของการจ้างเอเจนซี่ไม่ได้เกิดตอนทำงาน แต่เกิดตอนเลิกจ้าง เพราะช่วงที่ทำงานด้วยกันทุกฝ่ายมีแรงจูงใจให้เรื่องราบรื่น จึงไม่มีใครหยิบเรื่องกรรมสิทธิ์ขึ้นมาคุย
  • คำว่า “รับทำการตลาดออนไลน์” ในใบเสนอราคาแต่ละใบหมายถึงคนละขอบเขต ต้องเคลียร์ขอบเขตงานเป็นข้อ ๆ ก่อนถึงจะเทียบราคากันได้อย่างเป็นธรรม
  • โครงสร้างราคาที่ใช้กันมี 3 แบบ คือ Retainer รายเดือน รายโปรเจกต์ และคิดเป็นสัดส่วนของงบโฆษณา โดยแบบที่สามควรมีเพดานหรือตัวชี้วัดกำกับเสมอ
  • บัญชีโฆษณาบน Meta แยกระหว่างความเป็นเจ้าของกับสิทธิ์การเข้าถึง เอเจนซี่ควรเข้ามาในฐานะ Partner ส่วนความเป็นเจ้าของควรอยู่กับธุรกิจ ซึ่งเป็นรูปแบบที่แพลตฟอร์มออกแบบมาสำหรับงานเอเจนซี่โดยตรง
  • สี่อย่างที่ควรอยู่ในชื่อธุรกิจตั้งแต่วันแรก คือ Business Portfolio และบัญชีโฆษณา, Pixel และ Conversion API, บัญชี Analytics และ Tag Manager และโดเมนกับ Hosting
  • งานคนละประเภทเห็นผลคนละจังหวะ งานโฆษณาเห็นสัญญาณได้ในสัปดาห์แรก งานคอนเทนต์ราวสองถึงสามเดือน ส่วนงาน SEO มักเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยในเดือนที่สามถึงหก
  • รายงานที่ดีต้องมีครบสามชั้น คือตัวเลขการมองเห็น ต้นทุนต่อผลลัพธ์ และผลทางธุรกิจ รายงานที่มีแค่ชั้นแรกบอกได้เพียงว่าเงินถูกใช้ไป แต่ไม่ได้บอกว่าได้อะไรกลับมา
  • ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ควรจ้าง ธุรกิจที่งบสื่อยังน้อยจนค่าบริหารจัดการกินสัดส่วนเกินครึ่ง ธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่าสินค้าขายได้จริง และธุรกิจที่ยังไม่มีคนปิดการขาย ควรแก้เรื่องเหล่านั้นก่อน

เคสที่เจอบ่อยกว่าที่คิด ธุรกิจหนึ่งจ้างเอเจนซี่รับทำการตลาดออนไลน์มาสองปี ทำงานด้วยกันราบรื่นดี ยอดก็ขยับขึ้นตามเป้า จนถึงวันที่ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาแล้วขอย้ายไปทำเอง

วันนั้นเองที่เพิ่งรู้ว่าบัญชีโฆษณาที่ยิงมาตลอดอยู่ในระบบของเอเจนซี่ ข้อมูลพฤติกรรมที่สะสมมาสองปี กลุ่มเป้าหมายที่ปั้นมาทีละนิด และประวัติแคมเปญทั้งหมด เอากลับมาไม่ได้ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งที่ไม่มีใครทำอะไรผิดสักคน

ทีม BrandStromX ในฐานะ Digital Marketing Agency เคยรับช่วงต่อจากเอเจนซี่เดิมมาหลายเคส และเรื่องที่เจอซ้ำที่สุดไม่ใช่ปัญหาเรื่องฝีมือ แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคุยกันไว้ตั้งแต่วันแรก

บทความนี้เลยรวบรวมเจ็ดคำถามที่ควรถามก่อนเซ็นสัญญา ไม่ได้มีไว้จับผิดใคร แต่มีไว้ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น

เจ้าของธุรกิจกำลังเทียบใบเสนอราคาจากเอเจนซี่สามเจ้า
Table of Contents

ทำไมปัญหาถึงไปโผล่ตอนเลิกจ้าง ไม่ใช่ตอนทำงาน

ช่วงที่ทำงานด้วยกัน ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจให้เรื่องราบรื่น เอเจนซี่อยากต่อสัญญา ฝั่งธุรกิจอยากเห็นผลงาน ไม่มีใครอยากเป็นคนหยิบเรื่องกรรมสิทธิ์ขึ้นมาคุยกลางมีตติ้งที่กำลังไปได้สวย

พอถึงวันเลิกจ้าง แรงจูงใจนั้นหายไปพร้อมกันทั้งสองฝ่าย สิ่งที่ไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรจึงกลายเป็นปัญหาทันที และมักเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้แล้วด้วย

ที่ต้องบอกให้ชัดคือเรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเอเจนซี่ตั้งใจเอาเปรียบ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ทั้งคู่ละเลยพร้อมกัน ฝั่งเอเจนซี่ตั้งบัญชีไว้ในระบบตัวเองเพราะสะดวกและเปิดใช้ได้เร็ว ฝั่งธุรกิจก็ไม่รู้ว่าต้องถาม เพราะไม่เคยเจอปัญหานี้มาก่อน

เจ็ดคำถามข้างล่างจึงเรียงตามลำดับที่ควรถามจริง ๆ ในมีตติ้งแรก ไม่ใช่เรียงตามความสำคัญ

คำถามที่ 1 ขอบเขตงานที่เสนอมาครอบคลุมอะไรบ้าง

คำว่ารับทำการตลาดออนไลน์ในใบเสนอราคาแต่ละใบหมายถึงคนละงาน บางเจ้าหมายถึงบริหารงบโฆษณาอย่างเดียว บางเจ้ารวมวางแผนกลยุทธ์ ผลิตคอนเทนต์ ทำภาพ ดูแลเพจ และงานเว็บไซต์เข้าไปด้วย

ถ้าไม่เคลียร์ตรงนี้ก่อน การเอาราคาสามใบมาวางเทียบกันก็ไม่มีความหมาย เพราะมันคือของคนละอย่างที่บังเอิญใช้ชื่อเดียวกัน

เช็กลิสต์ขอบเขตงานที่ควรขอให้ระบุเป็นข้อ ๆ

  • วางแผนกลยุทธ์และวางแผนสื่อ ใครเป็นคนทำ และทบทวนแผนถี่แค่ไหน
  • ผลิตคอนเทนต์กี่ชิ้นต่อเดือน และนับอย่างไรว่าหนึ่งชิ้น
  • ผลิตภาพและวิดีโอรวมอยู่ด้วยหรือแยกคิดต่างหาก
  • ดูแลเพจและตอบข้อความที่เข้ามาหรือไม่ ถ้าไม่ ใครเป็นคนตอบ
  • บริหารงบโฆษณาบนกี่แพลตฟอร์ม และเพิ่มแพลตฟอร์มคิดเงินเพิ่มไหม
  • งานเว็บไซต์และงานฝั่งการค้นหา อยู่ในขอบเขตนี้หรือเปล่า
  • รายงานผลส่งถี่แค่ไหน และมีมีตติ้งทบทวนกี่ครั้งต่อเดือน

สองข้อที่ตกหล่นบ่อยที่สุดคือเรื่องใครตอบข้อความ กับใครผลิตภาพ สองงานนี้กินเวลาจริงเยอะกว่าที่ทั้งสองฝ่ายประเมินไว้เสมอ และเป็นต้นเหตุของการทะเลาะกันในเดือนที่สองแทบทุกครั้ง

ถ้าขอบเขตรวมงานผลิตเนื้อหาต่อเนื่อง ควรถามต่อว่าใครวางหัวข้อและวางปฏิทินคอนเทนต์ เพราะงาน Content Marketing ที่ทำเป็นระบบต้องมีคนคิดโครงระยะยาว ไม่ใช่ผลิตทีละชิ้นตามที่นึกออก

ส่วนงานภาพและวิดีโอ ถ้าไม่ได้ระบุจำนวนและระดับความยากไว้ มักจบลงที่การใช้ภาพสต็อกซ้ำ ๆ งานสายนี้ปกติเป็นขอบเขตของ Creative Agency ซึ่งคิดราคาแยกจากงานบริหารสื่อ จึงควรถามให้ชัดว่ารวมอยู่แล้วหรือต้องจ่ายเพิ่ม

เช่นเดียวกับงานดูแลเพจและตอบข้อความ ซึ่งเป็นขอบเขตของ Social Media Agency โดยเฉพาะ ถ้าใบเสนอราคาไม่ได้พูดถึงเลย แปลว่าธุรกิจต้องมีคนของตัวเองทำ ไม่ใช่ว่าเอเจนซี่จะทำให้โดยอัตโนมัติ

คำถามที่ 2 ราคาที่เสนอมา คิดมาจากอะไร

ไม่ต้องถามว่าราคาถูกหรือแพง ให้ถามว่าตัวเลขนี้คิดมาจากฐานอะไร เพราะโครงสร้างการคิดราคาบอกได้ตั้งแต่ต้นว่าแรงจูงใจของอีกฝ่ายจะไปทางไหน

สามแบบที่ตลาดใช้กัน

แบบแรกคือคิดเป็นค่าบริการรายเดือนคงที่ หรือที่เรียกว่า Retainer เหมาะกับงานที่ต้องทำต่อเนื่องและธุรกิจอยากคาดการณ์งบได้แน่นอน ข้อควรระวังคือต้องระบุปริมาณงานต่อเดือนให้ชัด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นจ่ายเท่าเดิมแต่ได้งานลดลงเรื่อย ๆ

แบบที่สองคือคิดเป็นรายโปรเจกต์ เหมาะกับงานที่มีจุดเริ่มและจุดจบชัดเจน เช่น เปิดตัวสินค้าใหม่หรือทำแคมเปญตามเทศกาล ข้อดีคือวัดความคุ้มได้ง่าย ข้อเสียคือไม่มีใครดูแลต่อหลังโปรเจกต์จบ

แบบที่สามคือคิดเป็นสัดส่วนของงบโฆษณา แบบนี้ต้องคิดให้ดีที่สุด เพราะมันสร้างแรงจูงใจให้เสนอเพิ่มงบมากกว่าเพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าจะใช้แบบนี้ควรมีเพดานกำกับ หรือผูกกับตัวชี้วัดผลลัพธ์ควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่คิดจากยอดใช้จ่ายอย่างเดียว

คำถามต่อที่ควรถามไม่ว่าจะใช้แบบไหน

  • ค่าบริการรวมค่าสื่อหรือแยก ถ้าแยก งบสื่อขั้นต่ำที่แนะนำคือเท่าไหร่
  • มีกี่คนที่ดูแลงานของเรา และแต่ละคนดูแลงานอื่นพร้อมกันกี่ราย
  • จำนวนรอบแก้ไขต่อชิ้นงานกี่รอบ และรอบที่เกินคิดเพิ่มอย่างไร
  • มีค่าใช้จ่ายอะไรที่ยังไม่รวมอยู่ในใบเสนอราคานี้บ้าง

ข้อแรกสำคัญกว่าที่คิด เพราะการแยกค่าสื่อออกจากค่าบริหารจัดการทำให้เห็นชัดว่าเงินก้อนไหนไปซื้อการมองเห็นจริง ก้อนไหนเป็นค่าคนทำงาน ถ้าจ้าง Advertising Agency หรือทีมที่ดูแลการวางแผนสื่อโดยเฉพาะ ควรขอให้แยกสองก้อนนี้ในใบเสนอราคาเสมอ

คำถามที่ 3 ใครเป็นเจ้าของบัญชีโฆษณาและข้อมูลที่เกิดขึ้น

นี่คือคำถามที่แทบไม่มีใครถามในวันเซ็นสัญญา และเป็นคำถามที่แพงที่สุดในวันเลิกจ้าง

ความเป็นเจ้าของกับสิทธิ์การเข้าถึง เป็นคนละเรื่องกัน

ในระบบของ Meta บัญชีโฆษณาจะถูกถือครองโดย Business Portfolio ที่สร้างหรือรับสิทธิ์ครอบครองไว้ ส่วนเอเจนซี่สามารถเข้ามาในฐานะ Partner ซึ่งเป็นการให้สิทธิ์เข้าถึงเพื่อทำงานแทน โดยความเป็นเจ้าของยังอยู่กับธุรกิจ และทั้งสองฝ่ายยกเลิกความสัมพันธ์นี้ได้เมื่อจบงาน

รูปแบบนี้คือสิ่งที่แพลตฟอร์มออกแบบมาให้ใช้กับงานเอเจนซี่โดยตรง ไม่ใช่ทางเลือกพิเศษที่ต้องร้องขอ

ปัญหาเกิดตอนที่บัญชีถูกสร้างไว้ใน Business Portfolio ของเอเจนซี่ตั้งแต่แรก เพราะสะดวกกว่าและเปิดใช้ได้เร็วกว่า พอถึงวันที่อยากย้ายกลับ ต้องดำเนินการระหว่างสอง Business Portfolio ที่ยืนยันตัวตนแล้วทั้งคู่ และเอกสารของแพลตฟอร์มก็ไม่ได้รับประกันกรอบเวลาหรือผลลัพธ์ของการขอกู้สิทธิ์คืน แปลว่าถ้าอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ อาจไม่มีทางแก้เลย

สี่อย่างที่ควรอยู่ในชื่อของธุรกิจตั้งแต่วันแรก

  • Business Portfolio และบัญชีโฆษณาของทุกแพลตฟอร์มที่ใช้
  • Pixel และการเชื่อมต่อ Conversion API เพราะเป็นที่เก็บข้อมูลพฤติกรรมที่สะสมมา
  • บัญชี Google Analytics และ Google Tag Manager
  • โดเมนและ Hosting ของเว็บไซต์ รวมถึงสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ

เอเจนซี่ควรได้สิทธิ์เข้าถึงเพื่อทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีใครควรทำงานแบบมือถูกมัด แต่ความเป็นเจ้าของควรอยู่กับธุรกิจ เพราะข้อมูลที่สะสมมาคือทรัพย์สินของธุรกิจ ไม่ใช่ของผู้รับจ้าง

“การถือข้อมูลไว้ไม่ใช่ข้อได้เปรียบของเอเจนซี่ ข้อได้เปรียบจริงคือการตีความข้อมูลให้กลายเป็นผลลัพธ์ ถ้าต้องยึดบัญชีไว้ถึงจะรักษางานไว้ได้ แปลว่าเราไม่ได้เก่งพอตั้งแต่แรก”

คุณพชร ชินนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BrandStromX

อีกเรื่องที่ควรถามควบคู่กันคือขอดูใบเสร็จจากแพลตฟอร์มโฆษณาโดยตรงได้หรือไม่ เพราะตัวเลขค่าสื่อที่พิมพ์อยู่ในรายงานสรุปกับยอดที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจริง ควรเป็นตัวเลขเดียวกันและตรวจสอบย้อนได้

คำถามที่ 4 จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ และวัดจากอะไรในแต่ละช่วง

ความคาดหวังที่ไม่ตรงกันเรื่องเวลา คือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเลิกสัญญาก่อนกำหนด ฝั่งธุรกิจคิดว่าเดือนแรกควรเห็นยอด ฝั่งเอเจนซี่รู้ว่ายังไม่ถึงเวลา แต่ไม่กล้าพูดตอนขายงาน

ประเภทงาน ช่วงที่เริ่มเห็นสัญญาณ ตัวเลขที่ควรดูในช่วงนั้น
โฆษณาแบบเสียเงิน สัปดาห์แรกถึงสัปดาห์ที่สาม โดยต้องเผื่อช่วงที่ระบบเรียนรู้ก่อนตัวเลขนิ่ง CTR ต้นทุนต่อคลิก และต้นทุนต่อ Lead เบื้องต้น
คอนเทนต์และโซเชียล ราวเดือนที่สองถึงสาม เพราะต้องสะสมชิ้นงานพอให้เห็นแนวโน้ม อัตราการมีส่วนร่วม การบันทึกโพสต์ และจำนวนข้อความที่ทักเข้ามา
งานฝั่งการค้นหา มักเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยในเดือนที่สามถึงหก จำนวนคำที่ติดอันดับ ทราฟฟิกจากการค้นหา และการค้นด้วยชื่อแบรนด์
ผลรวมทางธุรกิจ เดือนที่สี่เป็นต้นไป เมื่อทุกส่วนเริ่มทำงานร่วมกัน Conversion Rate ต้นทุนต่อ Lead ที่ปิดได้จริง และ ROAS

ถ้ามีผู้เสนอบริการรับปากว่าอันดับการค้นหาจะขึ้นภายในเดือนเดียว ควรถามต่อว่าใช้วิธีอะไร เพราะงาน รับทำ SEO ที่ทำถูกวิธีต้องใช้เวลาสะสมความน่าเชื่อถือ ส่วนวิธีลัดที่ดันอันดับขึ้นเร็วมักตามมาด้วยการร่วงหนักกว่าเดิมในภายหลัง

รายงานผลสำหรับบริการรับทำการตลาดออนไลน์

คำถามที่ 5 รายงานที่จะได้รับหน้าตาเป็นอย่างไร

ขอดูตัวอย่างรายงานจริงตั้งแต่ก่อนเซ็น อย่าเชื่อคำอธิบายปากเปล่า เพราะคำว่ารายงานรายเดือนของแต่ละเจ้าหน้าตาต่างกันมาก

สามชั้นที่รายงานควรมีครบ

ชั้นแรกคือตัวเลขการมองเห็นและการคลิก เช่น Reach, Impression และ CTR ชั้นนี้บอกได้แค่ว่าเงินถูกใช้ไปแล้ว

ชั้นที่สองคือต้นทุนต่อผลลัพธ์ เช่น ต้นทุนต่อ Lead หนึ่งราย และคุณภาพของ Lead ที่เข้ามา ชั้นนี้แหละที่เริ่มบอกว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม

ชั้นที่สามคือผลทางธุรกิจ เช่น Conversion Rate ยอดขายที่ปิดได้ และ ROAS ถ้ารายงานมีแค่ชั้นแรก แปลว่ากำลังได้รายงานที่บอกว่าเงินหายไปไหน แต่ไม่ได้บอกว่าได้อะไรกลับมา

ขอดูข้อมูลดิบได้หรือไม่

คำถามนี้แยกทีมที่ทำงานเป็นระบบออกจากทีมที่ไม่เป็นได้ชัดที่สุด ควรได้สิทธิ์เข้าดูแดชบอร์ดหรือหลังบ้านของแพลตฟอร์มโดยตรง ไม่ใช่ได้แค่ไฟล์สรุปที่อีกฝ่ายเลือกมาให้ดู การทำงานกับ Performance Marketing Agency Bangkok ที่เปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลาจะช่วยให้ตัดสินใจปรับแผนได้ระหว่างทาง ไม่ต้องรอสรุปตอนสิ้นเดือน ซึ่งทีมใช้ BrandBox Platform เป็นแดชบอร์ดติดตามแคมเปญแบบเรียลไทม์ ดู CPL, CTR และ Conversion Rate ได้ตลอด และสอดคล้องกับ PDPA

อีกตัวชี้วัดที่ควรเริ่มถามหาในปีนี้คือ เมื่อมีคนถาม AI ว่าบริการประเภทนี้ควรเลือกเจ้าไหน ชื่อแบรนด์ของเราถูกเอ่ยถึงหรือเปล่า เพราะคนจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นหาข้อมูลจากตรงนั้นก่อนเข้าเว็บไซต์ การทำ รับทำ AI SEO คือการวางโครงสร้างเนื้อหาให้ AI อ่านแล้วเข้าใจว่าแบรนด์นี้ทำอะไรและเชี่ยวชาญเรื่องไหน

คำถามที่ 6 คนที่มานั่งคุยวันนี้ คือคนที่จะลงมือทำงานจริงหรือเปล่า

ปัญหาคลาสสิกของอุตสาหกรรมนี้คือคนที่มานำเสนอเก่งมาก อธิบายกลยุทธ์ได้ลื่นไหล แต่พอเซ็นเสร็จ งานถูกส่งต่อให้ทีมที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือน

สิ่งที่ควรขอมีสี่อย่าง หนึ่ง รายชื่อและตำแหน่งของคนที่จะดูแลงานจริง สอง จำนวนงานที่แต่ละคนดูแลอยู่พร้อมกัน สาม ช่องทางติดต่อหลักและเวลาตอบกลับที่ตกลงกันไว้ และสี่ ใครเป็นคนตัดสินใจเมื่อเกิดเรื่องเร่งด่วนนอกเวลาทำการ

ข้อสองเป็นข้อที่คนไม่ค่อยถามแต่บอกอะไรได้เยอะ ถ้าคนหนึ่งดูแลงานพร้อมกันสิบราย เวลาที่เหลือให้ธุรกิจของเราต่อสัปดาห์จะเหลือไม่มาก ไม่ว่าเขาจะตั้งใจแค่ไหนก็ตาม

คำถามที่ 7 ถ้าวันหนึ่งเลิกจ้างกัน จะส่งมอบอะไรกลับมาบ้าง

หลายคนอายที่จะถามข้อนี้ เพราะรู้สึกเหมือนพูดถึงการเลิกกันตั้งแต่วันแรก แต่นี่คือคำถามที่ป้องกันความเสียหายได้มากที่สุดในทั้งเจ็ดข้อ

สิ่งที่ควรระบุไว้ในสัญญามีหกอย่าง

  • ระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัญญา ของทั้งสองฝ่าย
  • รายการสินทรัพย์ที่ต้องส่งคืน พร้อมระบุรูปแบบไฟล์ให้ชัด
  • ไฟล์ต้นฉบับของงานออกแบบและวิดีโอที่แก้ไขต่อได้ ไม่ใช่ไฟล์ภาพสำเร็จอย่างเดียว
  • ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายและรายชื่อที่เก็บได้ระหว่างทาง โดยต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ PDPA
  • เอกสารสรุปสิ่งที่ทำไปแล้วและผลลัพธ์ เพื่อให้ทีมถัดไปไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
  • กำหนดเวลาส่งมอบหลังสิ้นสุดสัญญา ว่ากี่วันทำการ

วิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดคือดูปฏิกิริยาตอนถาม เอเจนซี่ที่ทำงานเป็นระบบจะตอบได้ทันทีและมักมีเอกสารมาตรฐานอยู่แล้ว เพราะเจอคำถามนี้มาก่อน ส่วนเจ้าที่อึกอักหรือรีบเปลี่ยนเรื่อง คือสัญญาณที่ควรฟังให้ดี

ทีมการตลาดกำลังทบทวนรายงานผลแคมเปญบนหน้าจอ

แล้วธุรกิจแบบไหนที่ยังไม่ควรจ้างเอเจนซี่

ขอพูดตรง ๆ ว่าไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ควรจ้าง และการรู้ว่าตัวเองยังไม่ถึงจุดนั้นช่วยประหยัดเงินได้มากพอ ๆ กับการเลือกถูกเจ้า

กรณีแรกคือธุรกิจที่งบสื่อต่อเดือนยังน้อยมาก จนค่าบริหารจัดการกินสัดส่วนเกินครึ่งของงบทั้งก้อน กรณีนี้เงินส่วนใหญ่จ่ายไปกับค่าคนทำงาน ไม่ได้ไปซื้อการมองเห็น การจ้างฟรีแลนซ์ทำเป็นชิ้น หรือลงเรียนบริหารเองก่อน จะคุ้มกว่าชัดเจน

กรณีที่สองคือธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่าสินค้าขายได้จริงหรือไม่ และยังปรับสูตรอยู่ทุกเดือน การจ้างทีมมาทำการตลาดให้สินค้าที่ยังไม่นิ่ง เท่ากับจ่ายเงินไปเพื่อเร่งให้รู้ว่าอะไรไม่เวิร์ก ซึ่งทดสอบเองด้วยงบเล็กกว่านี้ก็ได้คำตอบเหมือนกัน

กรณีที่สามคือธุรกิจที่ยังไม่มีคนภายในดูแลการตอบกลับและปิดการขาย Lead ที่วิ่งเข้ามาในวันแรกจะหลุดมือทั้งหมด และคนที่เคยทักมาแล้วไม่ได้รับการตอบ มักไม่กลับมาอีก ก่อนจะไปคุยกับ Marketing Agency เจ้าไหน ควรมั่นใจก่อนว่าปลายทางของ Lead มีคนรออยู่จริง

สามกรณีนี้ไม่ได้แปลว่าห้ามจ้างตลอดไป แค่แปลว่ายังไม่ใช่ตอนนี้

ถ้าให้สรุปจากที่เห็นมา ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับเอเจนซี่ที่จบไม่สวย ส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากความไม่ซื่อสัตย์ แต่เริ่มจากความเกรงใจในวันแรก

เกรงใจจนไม่ถามเรื่องบัญชี เกรงใจจนไม่ขอดูตัวอย่างรายงาน เกรงใจจนไม่พูดถึงวันที่อาจต้องแยกทางกัน แล้วทุกอย่างที่ไม่ได้พูดในวันนั้นก็กลับมาทวงคืนในวันที่แก้อะไรไม่ได้แล้ว

การทำงานที่เปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก และให้ธุรกิจถือครองสินทรัพย์ของตัวเอง คือแนวทางที่ทีมเรียกว่าการทำงานแบบ Brandformance Agency ไม่ใช่เพราะอยากดูโปร่งใสกว่าใคร แต่เพราะเชื่อว่าเอเจนซี่ที่ดีควรรักษางานไว้ได้ด้วยผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยการถือกุญแจไว้ในมือ

References

  1. Add Partners to Your Business Manager (การให้สิทธิ์เอเจนซี่เข้าถึงสินทรัพย์โดยความเป็นเจ้าของยังอยู่กับธุรกิจ): https://www.facebook.com/business/help/708679622611131
  2. Add a Facebook Page to your business portfolio (เงื่อนไขกรณีสินทรัพย์ถูกถือครองโดยธุรกิจอื่นอยู่แล้ว): https://www.facebook.com/business/help/720478807965744
  3. Agency ยังไงก็ไม่ตาย สรุปมุมมองจาก 3 เอเจนซี่ใหญ่ของไทยเรื่องบทบาทที่เปลี่ยนไป: https://www.marketingoops.com/news/agency/thai-agency-ai-disruption/
  4. 10 คำพูดที่คนทำ Agency ไม่อยากได้ยินจากผู้ว่าจ้าง (มุมมองฝั่งผู้รับจ้างเรื่องการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน): https://www.marketingoops.com/exclusive/10-word-agency-wont-to-hear-from-clients/
  5. 5 เหตุผลว่าทำไมการทำ Strategy คุณถึงล่ม: https://www.marketingoops.com/exclusive/how-to/5-reason-strategy-fail/
  6. รวมรายชื่อ Digital Agency ในไทย ฉบับอัปเดตปี 2026: https://www.primal.co.th/th/marketing/top-digital-agencies-in-thailand/
  7. บริการยอดนิยมจากเอเจนซี่การตลาดออนไลน์ และความต่างระหว่างเอเจนซี่แต่ละประเภท: https://pacymedia.com/blog/top-services-by-digital-marketing-agency/

เกี่ยวกับผู้เขียน

คุณพชร ชินนวงศ์ (กัน) – CEO, BrandstromX Agency

ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO, AEO, GEO และ Brand Strategy ประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในวงการ Digital Marketing ไทย เชี่ยวชาญการวางกลยุทธิ์แบรนด์สำหรับ SME และ Corporate ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน

ปรึกษา AI SEO Specialist ที่นี่

Download E-Book ฟรี!

อยากเข้าใจว่าทำไมบางแบรนด์ถูก AI หยิบไปตอบเมื่อมีคนถามหาบริการประเภทนี้ ดาวน์โหลด E-book ได้ที่ เรียนรู้เกี่ยวกับ AI SEO

FAQ : คำถามที่พบบ่อย

รับทำการตลาดออนไลน์ ครอบคลุมงานอะไรบ้าง

ไม่มีคำตอบมาตรฐาน เพราะแต่ละเอเจนซี่นิยามไม่เหมือนกัน บางเจ้าหมายถึงการบริหารงบโฆษณาอย่างเดียว บางเจ้ารวมการวางแผนกลยุทธ์ ผลิตคอนเทนต์ ผลิตภาพและวิดีโอ ดูแลเพจและตอบข้อความ งานเว็บไซต์ และ SEO เข้าไปด้วย ก่อนเทียบราคาจึงควรขอให้ระบุเป็นข้อ ๆ ว่ามีอะไรบ้าง โดยข้อที่ตกหล่นบ่อยที่สุดคือใครเป็นคนตอบข้อความที่เข้ามาและใครเป็นคนผลิตภาพ BrandStromX ให้บริการครอบคลุม Branding, Creative Campaign, Online Performance ที่ขับเคลื่อนด้วย AI, Content Marketing, AI SEO ซึ่งรวม SEO, AEO และ GEO และ Influencer Marketing

ตลาดใช้กันอยู่ 3 โครงสร้าง แบบแรกคือ Retainer รายเดือนคงที่ เหมาะกับงานที่ต้องทำต่อเนื่องและต้องการคาดการณ์งบได้ แบบที่สองคือคิดเป็นรายโปรเจกต์ เหมาะกับงานที่มีจุดเริ่มและจุดจบชัด เช่น การเปิดตัวสินค้า แบบที่สามคือคิดเป็นสัดส่วนของงบโฆษณา ซึ่งควรระวังเพราะสร้างแรงจูงใจให้เสนอเพิ่มงบมากกว่าเพิ่มประสิทธิภาพ หากใช้แบบที่สามควรมีเพดานหรือมีตัวชี้วัดกำกับ นอกจากนี้ควรถามเพิ่มเสมอว่าค่าบริการรวมค่าสื่อหรือแยก มีกี่คนดูแลงานของเรา และมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ยังไม่รวมในใบเสนอราคา

ควรเป็นธุรกิจ ในระบบของ Meta บัญชีโฆษณาถูกถือครองโดย Business Portfolio ที่สร้างหรือรับสิทธิ์ครอบครองไว้ ส่วนเอเจนซี่สามารถเข้ามาในฐานะ Partner ซึ่งเป็นสิทธิ์การเข้าถึงเพื่อทำงานแทน โดยความเป็นเจ้าของยังอยู่กับธุรกิจและทั้งสองฝ่ายยกเลิกความสัมพันธ์นี้ได้ นี่คือรูปแบบที่แพลตฟอร์มออกแบบมาสำหรับงานเอเจนซี่โดยตรง ถ้าปล่อยให้บัญชีถูกสร้างไว้ใน Business Portfolio ของเอเจนซี่ตั้งแต่แรก การย้ายกลับมาภายหลังต้องดำเนินการระหว่างสอง Business Portfolio ที่ยืนยันตัวตนแล้ว และเอกสารของแพลตฟอร์มก็ไม่ได้รับประกันกรอบเวลาหรือผลลัพธ์ของการขอกู้สิทธิ์คืน